ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น

Thursday
Sep 09th
ป้ายโฆษณา
หน้าแรก เครื่องราง ของขลัง ปลัดขิก (คิก) ยอดคงกระพัน

ปลัดขิก (คิก) ยอดคงกระพัน

อีเมล พิมพ์ PDF

เรื่องโดย..บรรลุ โกเมน

ปลัดขิก หลวงพ่อเหลือ ที่โคนตรงก็มีแต่ลงอักขระว่า “อิติ กะตา อิติ กะเณ”“ต้องเข้าใจกันก่อนว่า คำว่า ปลัดขิกนั้นเดิมทีเรียกกันว่า “ปลัดคิก” คำว่า “คิก” เป็นคำแทนเสียงหัวเราะของผู้หญิงเมื่อได้เห็นปลัดขิก เพราะหากลงอักขระไม่ดีจริง เอาไปยื่นหลอกล้อสตรี นอกจากจะไม่ได้ยินเสียงคิกแล้ว ยังอาจถูกบาทาย่ำตำคะเมนในฐานะลวนลามสตรีเพศอีกด้วย..”

คำว่า “ปลัดขิก” ไม่มีใครบอกได้ว่ามีมาเมื่อใด แต่คำว่า “ศิวลึงค์” ได้ยินมาแต่ดึกดำบรรพ์คู่กันกับศาสนาพราหมณ์ หรือที่ปัจจุบันเรียกกันว่า “ฮินดู” ฮินดูถือว่า “พระศิวะ” เป็นพระมหาเทพผู้ทรงประทานพรอันเป็นเลิศแก่ผู้บูชาพระองค์ด้วยความพากเพียร ทรงสถิตอยู่เหนือบัลลังก์น้ำแข็งเหนือยอดเขาไกรลาส เป็นพระมหามุนีผู้ยิ่งใหญ่เหนือโลก

ทรงมีพระชายาทรงพระนามว่า “พระแม่อุมาเทวี” พระแม่อุมาเทวีทรงมีพระสิริโฉมงดงามเป็นเลิศเหนือนางใดในโลก ตามตำนานของฮินดูกล่าวว่า  ครั้งนั้นพระศิวะมหาเทพทรงเสด็จสู่โลกมนุษย์เป็นเวลานาน พระแม่ศรีมหาอุมาเทวีจึงทรงเสด็จลงมาตามหาพระศิวะมหาเทพถึงในโลกมนุษย์ ทรงเนรมิตร่างเป็นเทพอันดุร้าย ทรงพระนามว่า “ทุรคา” มีสี่พระพักตร์ แปดพระกร พระพักตร์ดุร้าย แลบพระชิวหาออกมาจากพระโอษฐ์ มีโลหิตอสูรที่ทรงปราบปรามติดอยู่ที่พระโอษฐ์ พระหัตถ์ทั้งเจ็ดถืออาวุธ ยกเว้นพระหัตถ์ที่แปดทรงถือหัวของอสูรที่ทรงประหารไว้เป็นสำคัญ

พวกโจรในสมัยก่อนที่อังกฤษจะเข้ามายึดที่เรียกกันว่า “โจรค่าไถ่” (จะหาอ่านความละเอียดได้ในหนังสือเรื่อง “ลัทธิของเพื่อน” หรือหนังสือเรื่อง “วาศิษฐี”) นิยมใช้โลหิตจากลำคอของเหยื่อที่ทางญาติไม่มีเงินค่าไถ่ หรือนำเงินมาหลังเส้นตายที่โจรกำหนดเป็นพลีแด่เทวรูปทุรคา หากแต่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เจ้าแม่กาลี” แทนเลือดแพะหรือแกะ

แม้อังกฤษเข้าปกครองก็ยังคงมีการละเมิด อังกฤษจึงออกกฎหมายลงโทษแก่ผู้ที่สังเวยเจ้าแม่กาลีด้วยโลหิตจากคนเป็นๆ จึงสามารถยุติการบูชายันต์ด้วยคนเป็นๆ ลงได้ แต่ประเพณีการนับถือเจ้าแม่กาลีในหมู่โจรยังนิยมสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้
ในตำนานกล่าวว่า เมื่อเจ้าแม่ทุรคาหรือเจ้าแม่กาลีเสด็จมาสู่โลกด้วยพระอารมณ์อันฉุนเฉียวจึงบันดาลให้เกิดลมพายุ ฟ้าผ่า ทำลายบ้านช่องของมนุษย์อย่างมากมาย บรรดาพราหมณาจารย์จึงให้สร้าง “ศิวลึงค์” (อวัยวะเพศของพระศิวะ) ขึ้นบูชา เพื่อเมื่อพระแม่ทรุคาทอดพระเนตรเห็นแล้วจะได้ผ่านเลยไปไม่ทำลาย

ศิวลึงค์ ฮินดูถือว่าเป็น “ต้นกำเนิดของชีวิต” เพราะหากไม่มีลึงค์ไหนเลยจะเกิดเป็นมนุษย์ขึ้นได้ และยังได้สร้าง “โยนีลึงค์” เอาไว้คู่กันเป็นสัญลักษณ์แห่งกำเนิดมนุษย์ ในประเทศอินเดีย มีวิหารใหญ่เรียกว่า “วิหารศิวลึงค์” มีผู้คนเคารพสักการะกันมากชาวฮินดูเชื่อกันว่า หากแต่งงานแล้วไม่มีลูก ให้มาบนที่วิหารศิวลึงค์จะประสบความสำเร็จ

ในประเทศไทยมีศิวลึงค์ที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงรัตนโกสินทร์ อยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นศิวลึงค์ที่สลักมาจากหิน มีพวงมาลัยมาสักการะไม่ขาด  มีผู้มาขอพรให้มีลูก ขอลาภหวยและค้าขายเป็นหลัก ไปดูเป็นทัศนศึกษาได้  ศิวลึงค์ที่มีมาแต่โบราณในประเทศไทยคือ “ศิวะลึงค์แม่น้ำเพชบุรี” เป็นก้อนหินในแม่น้ำที่ถูกน้ำกัดเซาะจนมีรูปร่างคล้ายปลัดขิก เก็บมาเจาะรูร้อยเชือกป้องกันฟ้าผ่า ตลอดจนเขี้ยวงาศาสตราวุธทั้งปวง หากนำไปให้พระเกจิลงอักขระแล้วจะขลังเป็นทวีคูณ

ศิวลึงค์ตกทอดมาจากอินเดียใต้จนเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับพราหมณ์ แต่การแปลงจากศิวลึงค์มีในยุคใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่คนไทยมารู้จักปลัดขิกอย่างแพร่หลายก็เมื่อหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ได้ทำปลัดขิกแจกลูกศิษย์จนเลื่องลือ

คราวนี้ก็มาถึงปัญหาว่า “หลวงพ่ออี๋ได้วิชานี้มาอย่างไร” สอบค้นแล้วไม่ได้ความกระจ่าง เพราะมีผู้เคยให้ทัศนะไว้ว่า “ได้มาจากหลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส” แต่ก็ตกไปเพราะมีผู้ค้านว่า

“หลวงพ่อปานเป็นพระเกจิที่สอนวิชาเสือ แพะ เป็นอาทิ แต่มิได้เป็นอาจารย์สอนทำปลัดขิก ไม่เคยมีปรากฏในตำนานชีวิตของท่าน” หลวงพ่ออี๋เองไม่เคยบอกว่าท่านได้มาจากผู้ใด แต่เวลาท่านแจกท่านก็บอกว่าเก็บไว้ให้ดีต่อไปจะหายาก

ปลัดขิก หลวงพ่ออี๋ จะลงว่ากัณหะ เณหะ ลำตัวปลัดตรงโคนเจาะรูปลัดขิก หลวงพ่ออี๋ จะลงว่ากัณหะ เณหะ ลำตัวปลัดตรงโคนเจาะรูปลัดขิก หลวงพ่ออี๋ จะลงว่ากัณหะ เณหะ ลำตัวปลัดตรงโคนเจาะรู

ปลัดขิก คือการสร้างอวัยวะเพศชายด้วยวัสดุต่างๆ เช่น หิน ดินเผา โลหะ หรือแม้แต่เอาไม้มาหลาว ตามหลักของฮินดูคือ “ศิวลึงค์” แต่เมื่อมาเป็นแบบไทยแล้วมีการเพิ่มอักขระเข้าไปด้วย แต่เป็นอักขระที่เป็นหัวใจโจร มาลงในปลัดขิกหลวงพ่ออี๋ก็เช่นกัน ท่านนำเอาหัวใจโจรมาลงในปลัดขิก โดยลงว่า

“กัณ หะ เณ หะ”

ปลัดขิก หลวงพ่อเหลือ แกะโค้งปลายกลมมนเจาะรูการสร้างปลัดขิกไม่มีอะไรมากไปกว่าไปหาแก่นไม้คูนมาตัดแบ่งออกเป็นท่อนขนาดพอสมควร จากนั้นแกะเป็นอวัยวะเพศชายมีควั่นหัวเรียบร้อย ด้านท้ายเจาะรูสำหรับร้อยเชือกไว้แขวนเอวติดตัวไปไหนมาไหนสะดวก

หลวงพ่ออี๋ท่านได้ชื่อว่ามี “วสีภาพ” หมายถึงการเข้าฌานสมาบัติได้เร็วและออกเร็ว การปลุกเสกอะไรก็ตามหากผู้ปลุกเสกไม่มีฌานสมาบัติสูงพอจะไม่สามารถอัดพลังจิตลงไปในวัตถุมงคลได้เลย พระเกจิอาจารย์แต่ละองค์มีอำนาจฌานที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หากแต่ว่าการเขาสู่ฌานช้าเร็วผิดกัน บางรูปต้องนั่งสมาธินานจึงจะเข้าสู่ฌานสมาบัติได้แต่หลวงพ่ออี๋เข้าออกได้ตามแต่จะต้องการ จึงไม่เป็นเรื่องแปลกเลยที่หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน หรือหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จะเสกน้ำมนต์เพียงหันไปจ้องภาชนะที่ใส่น้ำที่เขาเอามาให้ทำน้ำมนต์เพียงแวบเดียวก่อนบอกว่าเสกแล้ว พอคนที่มาให้เสกน้ำมนต์ไม่เชื่อจึงเอาไปเททิ้ง ปรากฏว่าน้ำมนต์ไม่หกออกจากภาชนะหรือออกไปแล้วก็ไปตั้งเป็นรูปภาชนะแทนที่จะเป็นน้ำเหลว นั่นคือการเก่งในการเข้าสู่ฌานสมาบัติที่เรียกว่า “วสีภาพ”

ปลัดขิก หลวงพ่อเหลือ ที่โคนตรงก็มีแต่ลงอักขระว่า “อิติ กะตา อิติ กะเณ”การลงอักขระของท่านจึงทรงพลังอย่างยิ่ง ทั้งเมื่อนำมาปลุกเสกยังสามารถทำให้ปลัดขิกที่รวมไว้ในบาตรกระโดดออกมานอกบาตรได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ท่านปลุกเสกจนปลัดกระโดดออกมานอกบาตรทั้งหมดจึงจะนำมาแจกภายหลัง ยังมีอีกสำนักหนึ่งที่แจกปลัดร่วมสมัยกับหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ คือหลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่สร้างปลัดขิกแจกอย่างต่อเนื่อง แต่หลวงพ่อเหลือท่านแกะผิดไปจากหลวงพ่ออี๋ คือหลวงพ่ออี๋จะตรงตลอดโคนเจาะรู สำหรับหลวงพ่อเหลือปลายจะมนก่อนแล้วเจาะรู ที่ผิดกันอีกอย่างก็คือที่ลำตัวหลวงพ่ออี๋ลงว่า “กัณหะเณหะ” แต่หลวงพ่อเหลือจะลงด้วยอักขระว่า “อิติ กะตา อิติกะเณ” ส่วนอุณาโลมนั้นมีเหมือนกันแต่จำนวนผิดกัน ขอให้ดูอักขระเป็นใหญ่ที่สุด

ปลัดขิกนั้นเดิมเรียกกันว่า “ปลัดคิก” เพราะเกจิอาจารย์สมัยก่อนมักปลุกเสกแล้วให้ไปลองยื่นให้สตรีดูถ้าเธอเห็นแล้วหน้าแดงหัวเราะคิกๆ วิ่งหนีไปนั่นแหละยอด ถ้าถูกด่าละก็ยังไม่ยอด ต้องเอามาเสกใหม่ แต่ต่อมาเลยเพี้ยนเป็น “ปลัดขลิก” ก่อนแล้วเป็น “ปลัดขิก” ในที่สุด อำนาจแห่งปลัดขิกมีตั้งแต่ คงกระพัน แคล้วคลาด เมตตา ค้าขาย กันอันตรายจากฟ้าผ่า ตอนสงครามโลก ปลัดขิกหลวงพ่ออี๋กับหลวงพ่อเหลือ ก่ออภินิหารทางคงกระพันเป็นยอด ส่วนที่เห็นชัดเจนคือ นายโรม ทับทิมทอง ใช้ปลัดขิกตะกั่วมีร้อยตุ้มสองข้างให้สตรีเพศกินจนหลงใหลไม่ได้สติ ลงข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์รายวันมาแล้ว

ปลัดขิก จึงเป็นเครื่องรางฮินดูที่เข้ามาแพร่หลายในสารบบเครื่องรางไทยจนทุกวันนี้

อย่าดูถูกนะครับ ปลัดขิก หลวงพ่ออี๋ และหลวงพ่อเหลือ งามๆ ซื้อหากันในราคาหมื่นสองหมื่นหรือสามหมื่น เคยมีมาแล้วในวงการ

( ที่มา : ลานโพธิ์ ฉบับที่ 909 เดือนสิงหาคม 2547 : เครื่องรางน่ารู้ โลกแห่งเครื่องรางไทย : ปลัดขิก (คิก) ยอดคงกระพัน โดย..บรรลุ โกเมน )

ลิขสิทธิ์ © 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.

Copyright Bangkoksarn Publishing 2010.  Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.

แสดงความคิดเห็น

Please login to post comments or replies.
แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2010 เวลา 14:01 น. )