ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น

Thursday
Sep 09th
ป้ายโฆษณา
หน้าแรก เครื่องราง ของขลัง แก้วตาและดวงใจ หลวงพ่อผินะ ปิยธโร วัดสนมลาว หนองแค จ.สระบุรี

แก้วตาและดวงใจ หลวงพ่อผินะ ปิยธโร วัดสนมลาว หนองแค จ.สระบุรี

อีเมล พิมพ์ PDF

ภาพและเรื่องโดย..บรรลุ  โกเมน

หลวงพ่อผินะ วัดสนมลาวผู้เขียนว่าจะเขียนแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เขียนประวัติหลวงพ่อผินะ ปิยธโร วัดสนมลาว ให้เป็นกิจจะลักษณะสักทีหนึ่ง จนลูกศิษย์หลวงพ่อคือ คุณดำ บางลำพู นักเขียนอาวุโสประจำนิตยสารลานโพธิ์โทร.มาบอกว่า “นายรู้ไหมหลวงพ่อผินะท่านมรณภาพแล้ว มรณภาพที่วัดขณะนั่งสมาธิแล้วละสังขารไปเลย นายมัวแต่เอ้อระเหยลอยชายอยู่จนหลวงพ่อมรณภาพ”

ครับหลวงพ่อผินะ ปิยธโร องค์นี้ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วัดสนมลาว” อยู่ในบ้านสนมลาว ที่หลวงพ่อเมื่อได้ธุดงค์มาถึงในปีพุทธศักราช 2527 เมื่อท่านมาปักกลด ชาวบ้านได้นิมนต์ท่านให้จำพรรษาอยู่ที่นั่น หลวงพ่อได้พิจารณาแล้วรับนิมนต์อยู่ที่วัดสนมลาว อันเป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้เขียนจะตัดเรื่องจากตรงนี้ย้อนกลับไปยังประวัติความเป็นมาของท่าน ตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็ก เพื่อเชื่อมต่อกับเหตุการณ์ปัจจุบัน

บ้านหัวลำโพง อ.ทับทัน จ.อุทัยธานี แห่งลุ่มแม่น้ำสะแกกรังเป็นที่ถือกำเนิดของทารกแรกเกิดคนแรกของสกุลหาญสาริกิจ ที่บิดาคือคุณพ่อเทศ รับราชการเป็นตำรวจคุณแม่ตุ้ย มีอาชีพค้าขาย ผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่งของบ้านหัวลำโพง เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พุทธศักราช 2456 ผู้เป็นบิดาให้นามบุตรคนหัวปีนี้ว่า “ทวาย”

ปรากฏว่าเด็กชายทวายเป็นเด็กขี้โรค สามวันดีสี่วันไข้ หากร้องไห้หนักคราใดก็มักจะมีอาการชักหน้าเขียว หมอกลางบ้านที่ว่าเก่งให้ทั้งยากิน ยาทา ยาพ่น แต่อาการของเด็กชายทวายก็ไม่ดีขึ้น ทางเดียวที่ทำได้คือการนำไปหาพระเกจิอาจารย์ที่มีวิทยาคมแก่กล้าเพื่อให้ช่วยเหลือ ซึ่งก็คืออาจารย์สิน วัดหนองเต่า ต.โนนขี้เหล็ก อ.เมือง จ.อุทัยธานี หลวงพ่อสินองค์นี้เป็นพระที่เรืองอาคมเป็นที่รู้จักของชาวจังหวัดอุทัยธานีเป็นอย่างดี

สองสามี-ภรรยายกเด็กชายทวายถวายเป็นลูกหลวงพ่อสิน หลวงพ่อก็รับไว้เป็นเคล็ด ที่คนโบราณนิยมแก้เคล็ดเด็กที่เลี้ยงยาก โดยยกให้เป็นลูกพระพุทธหรือพระสงฆ์ แล้วขอกลับมาเลี้ยงอีกทีหนึ่ง หลวงพ่อสินท่านก็เมตตารับไว้เป็นบุตร แต่ท่านถามว่าเด็กชื่ออะไร คุณพ่อเทศบอกว่า “ชื่อทวาย” หลวงพ่อสินอุทานว่า

“มิน่ามันถึงจะเป็นจะตาย เจ้าเทศเจ้าตั้งชื่อที่เป็นกาลกิณีกับลูก ข้าจะเปลี่ยนใหม่เป็นชื่อผินะ สระอะอย่าทิ้งให้ออกเสียงเต็มไม่ใช่ว่าผิน”

วัตถุมงคลส่วนหนึ่งที่หลวงพ่ออธิษฐานจิตวัตถุมงคลส่วนหนึ่งที่หลวงพ่ออธิษฐานจิต

หลวงพ่อผินะเล่าเรื่องเมื่อตอนเด็กของท่านเพิ่มเติมให้ผู้เคารพนับถือฟังว่า

“พอฉันจำความได้โยมแม่ก็บอกว่า หลังจากหลวงพ่อสินเปลี่ยนชื่อให้ใหม่แล้ว หลวงพ่อก็บอกกับโยมพ่อโยมแม่ว่า กูฝากให้มึงเลี้ยงไว้ก่อนโรคเวรโรคกรรมมันไม่กล้ามาแผ้วพานหรอก ต่อไปนี้อาการชักจะหาย ว่าแล้วหลวงพ่อสินจึงพ่นน้ำหมากลงบนศีรษะของฉันจนน้ำหมากแดงเถือก ท่านบอกว่า เออ! ต่อไปนี้ไม่ชักมีแต่ความเจริญเติบโต เพราะภายหน้ามึงจะมาบวชจนตายเหมือนที่กูทำอยู่นี่”

แต่นั้นมาหลวงพ่อผินะก็เป็นเด็กเลี้ยงง่ายและเติบโตมาเป็นหนุ่ม แต่หนุ่มผินะแปลกกว่าหนุ่มคนอื่น คือไม่ยอมเข้าวัด ไม่ว่าจะเป็นงานบุญใดๆ หนุ่มผินะบอกว่า กลัว เพราะคนตายเมื่อใดเขาก็เอาไปวัด ตายด้วยเหตุอะไร แม้แต่ตายโหงก็หามกันไปวัด วัดเป็นที่ชุมนุมผีร้าย คนที่กลัวผีอย่างหนุ่มผินะไม่ควรไปข้องแวะกับผีที่วัด

ทว่าใน พ.ศ.2481 โยมบิดาของหนุ่มผินะถึงแก่กรรม หนุ่มผินะซึ่งอายุได้ 25 ปี จึงอุปสมบทหน้าไฟทดแทนคุณบิดาที่วัดโนนขี้เหล็ก มีฉายาว่า “ปิยธโร” แม้จะกลัวอย่างสุดชีวิต แต่พระภิกษุหนุ่มก็ไม่ย่อท้อสวดมนต์ภาวนาต่อสู้กับความกลัวผีจนที่สุดงานฌาปนกิจศพโยมบิดาผ่านไป หลวงพ่อผินะก็จะสึก แต่โยมมารดาว่า ให้บวชต่อจนครบ 20 วัน จึงสึก เพราะเส้นผมจะได้ยาวพอไม่โล้นเหมือนตอนที่จะสึก

แต่แล้วความกลัวผีก็มาถึงจุดที่สุด ตอนนั้นหลวงพ่อผินะเล่าว่า “โยมพ่อตายก็พอทำเนา แต่ก่อนจะสึกอีก 10 วัน มารดาของสหายสนิทที่เป็นฆราวาสก็ถึงแก่กรรม เขานำศพมาวัด พอมาถึงสัปเหร่อรู้ว่าตายด้วยโรคฝีในท้อง (วัณโรค) จึงผ่าท้องเอายาโบราณผสมแล้วล้างทำลายโรคไม่ให้แพร่ ก่อนนำใส่โลงที่ต่อกันเอง

ไม่มีการฉีดยาอาบศพ พอตั้งศพสวด ศพก็เน่าส่งกลิ่นเหม็น พระที่ได้รับนิมนต์ไปฉันหน้าศพก็ฉันไปได้กลิ่นเน่าไป ฉันก็ไปฉันท่ามกลางกลิ่นเหม็น ฉันภัตตาหารไม่ลง แม้จะนอกงานศพกลิ่นก็ยังติดอยู่ กลางคืนก็ได้แต่สวดมนต์ไม่กล้าออกจากกุฏิเพราะกลัวผี พอครบ 20 วัน ตามที่โยมแม่ขอร้องจึงตัดสินใจกราบลาท่านเจ้าอาวาสไปอยู่วัดอื่น เพราะเข้าใจว่าจะมีศพมาสวดน้อยกว่าที่วัดโนนขี้เหล็ก ได้รับอนุญาตแล้วก็ไปขออยู่วัดบ้านกลาง”

ดวงใจคู่กับแก้วตาพอเข้ากุฏิได้ไม่ทันถึงชั่วโมง ก็มีผู้นิมนต์ไปสวดพระอภิธรรมศพ ศพที่เข้ามาก็เป็นโรคฝีในท้องอีก สัปเหร่อก็ทำการผ่าท้องแล้วล้างเครื่องใน หลวงพ่อผินะเห็นดังนั้นก็เข้าไปนมัสการลาท่านเจ้าอาวาสวัดบ้านกลาง เดินทางออกจากวัดไปหาวัดอื่นจำวัดต่อไป

ท่านรอนแรมไปจำวัดหลายวัด จนที่สุดก็ได้ไปจำพรรษาที่วัดเกาะเทโพ อันเป็นวัดเล็ก มีหลวงตาคำเป็นเจ้าอาวาสอยู่เพียงรูปเดียว จะมีพระก็ตอนเข้าพรรษา จะมีพระบวชใหม่มาอยู่ พอออกพรรษาก็สึกออกไป

หลวงพ่อคำสอบถามจนได้ความจริง แล้วก็เริ่มสอนพระภิกษุหนุ่มที่กลัวผีจนหาวัดอยู่ไม่ได้ว่า “จะรังเกียจไปไย สังขารของผู้อื่นกับของเราก็เหมือนกัน ตายแล้วก็เน่าเหม็นเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป ก็ตับไตไส้ปอดที่เห็นเขาผ่า ของเราก็เช่นกัน ตายแล้วเขาจะผ่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ป้องกันไม่ได้แล้ว เกิดแก่เจ็บตายมันเป็นวัฏ เอาสติปัฏฐานนี่แหละเป็นที่พึ่งที่แท้จริง”

อยู่กับหลวงตาคำที่วัดเกาะเทโพได้หนึ่งเดือนเต็มก็เลิกกลัวผี และเกิดมานะว่าจะบวชไปจนตลอดชีวิต จึงเดินทางกลับมาบอกโยมมารดาว่าท่านจะบวชตลอดชีวิต โยมมารดาได้แต่ร้องไห้ตัดพ้อต่อว่า แต่ท่านยังยืนยันเหมือนเดิม โยมแม่จึงอนุโมทนา

หลวงพ่อผินะเดินทางออกแสวงหาอาจารย์เพื่อเรียนวิปัสสนากรรมฐาน โดยมุ่งหน้ามาที่วัดถ้ำตะโก จ.ลพบุรี แต่เมื่อมาถึงต้องผิดหวัง เพราะหลวงพ่อเภาท่านมรณภาพไปก่อนหน้านั้นแล้ว ทว่าหลวงพ่อผินะก็มิได้ละความตั้งใจ ได้อยู่เล่าเรียนในสำนักวัดถ้ำตะโกถึงสองปี ในระหว่างปี พ.ศ.2482-2484

หลังจากนั้นท่านได้จาริกไปฝากตนเป็นศิษย์ในท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ ได้รับการอบรมจนมีวิสัยในการรักสันโดษ ออกธุดงค์ไปเรื่อยๆ จนที่สุดท่านได้มาปักกลดที่ตำบลบ้านสนมลาว อันเป็นบ้านที่เก่าแก่มีความเป็นมาย้อนไปจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีกระโน้น ชาวบ้านมาถวายภัตตาหาร แล้วจึงนิมนต์ให้ท่านอยู่จำพรรษาที่วัดสนมลาว

วัดสนมลาว เป็นวัดร้างมาหลายชั่วคน หลวงพ่อผินะไปดูแล้วจึงเกิดความพอใจ ปรารภกับโยมที่นิมนต์ว่า “ตกลงอาตมารับนิมนต์ เพราะสถานที่นี้จะเป็นสถานที่สุดท้ายของอาตมา จะละสังขารที่นี่แหละ”

หลวงพ่อผินะได้ปลูกกุฏิด้วยไม้ไผ่พออาศัยกันแดดลม และค่อยๆพัฒนาจนกลายเป็นวัดที่เป็นวัดพัฒนา หลวงพ่ออาพาธด้วยโรคมะเร็งที่ปอดระยะสุดท้าย หากเป็นผู้อื่นอาจจะทนไม่ได้ต้องร้องโอดโอยปริเวทนา แต่หลวงพ่อกลับนั่งสมาธิสะกดความเจ็บปวดและสู้กับโรคอย่างอดทน พร้อมกับสั่งสอนธรรมะให้ศิษย์ตลอดเวลา

ที่สุดแห่งสังขาร เมื่อหลวงพ่อขอออกจากโรงพยาบาล ท่านบอกว่า วาระสุดท้ายมาถึงแล้ว ท่านจะนั่งสมาธิละสังขาร วันที่ 13 ตุลาคม 2545 หลวงพ่อกลับถึงวัดสนมลาว ท่านได้พักผ่อนพอสมควร วันที่ 14 ตุลาคม หลวงพ่อประชุมพระในวัดมอบหมายงานและปลงบริขารให้กับผู้ช่วยเจ้าอาวาส

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว เวลาประมาณ 23.00 น.เศษ หลวงพ่อให้พระที่เป็นอุปัฏฐากกลับไปพักผ่อน เวลาประมาณ 05.00 น.เศษ พระอุปัฏฐากได้กลับมาดูอาการหลวงพ่อผินะ พบว่าท่านนั่งสมาธิ แต่คอของท่านเอียงไปทางด้านข้าง จึงเข้าไปจับองค์ท่าน พบว่ามรณภาพไปก่อนหน้านี้ด้วยอาการอันสงบ

เมื่อหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ คณะศิษย์ได้สร้างพระเครื่องถวายตามที่ท่านได้บอกเป็นคราวๆ ไป หลวงพ่อแผ่เมตตาให้ แต่ที่เป็นเครื่องรางมีอยู่สองชนิด คือ

แก้วตา ลักษณะเป็นผงผสมมวลสารต่างๆ เป็นรูปนัยน์ตา หมายถึงความรักของพ่อ-แม่ที่มีต่อลูก มองเห็นการเกิดดับ เรียกว่า ดวงตาเห็นธรรม

ดวงใจ ลักษณะเป็นผงผสมมวลสารเช่นกัน หลวงพ่อบอกว่า หมายถึงดวงจิตอันแจ่มใส ดวงจิตอันประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จิตอันมั่นในธรรมะ

ผู้ใดมีแก้วตาและดวงใจไว้บูชาและมีธรรมะในใจ เป็นผู้มีจิตสะอาด รำลึกคุณบิดา-มารดา ไม่เป็นผู้อกตัญญูต่อบิดา-มารดา จะทำกิจการใดก็ทำมาค้าขึ้นทุกประการที่ปรารถนา เมื่อหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ได้แจกไปจำนวนมากพอดู

แก้วตา เครื่องรางของหลวงพ่อ

ที่นำมาเขียนเพราะเห็นว่าแม้จะเป็นเครื่องรางยุคใหม่ แต่ก็มีความแปลกอยู่ในตัวและมีอานุภาพสูงด้วย หลวงพ่อผินะได้ชื่อว่าเป็นพระสุปฏิปันโนสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ ที่มีภูมิธรรมเป็นที่เคารพบูชาของพุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง แม้มรณภาพไปแล้วก็ยังมีผู้เดินทางไปนมัสการกันไม่ขาดสาย วัดสนมลาว อยู่ ต.โคกแย้ อ.หนองแค จ.สระบุรี เดินทางไปกลับวันเดียวได้สบาย

( ที่มา : ลานโพธิ์ ฉบับที่ 912 เดือนตุลาคม 2547 : เครื่องรางน่ารู้ โลกแห่งเครื่องรางไทย : แก้วตาและดวงใจ หลวงพ่อผินะ ปิยธโร วัดสนมลาว หนองแค จ.สระบุรี ภาพและเรื่องโดย..บรรลุ โกเมน )

ลิขสิทธิ์ © 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.

Copyright Bangkoksarn Publishing 2010.  Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.

แสดงความคิดเห็น

Please login to post comments or replies.
แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2010 เวลา 13:57 น. )