ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น

Tuesday
Feb 07th
ป้ายโฆษณา
หน้าแรก สนามพระ ลานโพธิ์ ?ลานโพธิ์? รวมใจไทย ร่วมสร้างวัดไทยเชตวันมหาวิหาร-อินเดีย ณ ดินแดนพุทธภูมิ ชมพูทวีป ตอนที่ 1

?ลานโพธิ์? รวมใจไทย ร่วมสร้างวัดไทยเชตวันมหาวิหาร-อินเดีย ณ ดินแดนพุทธภูมิ ชมพูทวีป ตอนที่ 1

อีเมล พิมพ์ PDF

ภาพและเรื่องโดย..สุธน ศรีหิรัญ

วัดเชตวัน ในสมัยพุทธกาล

ลานโพธิ์ โกอินเตอร์มื่อวันที่ 23-30 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา คณะทำงานลานโพธิ์ 10 คน นับตั้งแต่เจ้าของไปถึงนักข่าวและสมาชิก พากันเดินทางไปดินแดนพุทธภูมิ รัฐอุตตรประเทศ ในสาธารณรัฐอินเดีย เพื่อนมัสการสังเวชนียสถานซึ่งพระพุทธองค์เคยประทับอยู่ นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางใจ สร้างความซาบซึ้งกุศลผลบุญโดยทั่วกัน

ดินแดนแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ผู้เขียนเคยเดินทางไปแล้วครั้งหนึ่งจึงเกิดความประทับใจ จึงเล่าให้พรรคพวกฟังแล้วจึงชักชวนกันไปครั้งที่สองและตั้งใจว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว แต่ก็มีเหตุที่ทำท่าว่าจะต้องไปอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้น การเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานนั้น มีคำกล่าวว่า ถ้าใครได้ไปแล้วจะได้บุญมหาศาล ซึ่งพระพุทธองค์เคยกล่าวไว้กับพระอานนท์เป็นประจักษ์มาแล้ว

ผู้เดินทางไปกราบไหว้พระพุทธเจ้าตามพุทธสถานในพุทธภูมิ ล้วนมากันด้วยพลังศรัทธาอันเกิดจากพุทธวจนะที่ทรงชี้นำทาง เหมือนว่าเชื้อเชิญ หรือกวักพระหัตถ์ให้โอกาสทองไปได้รับสิ่งที่ดีๆ แก่ชีวิต โดยนำสังเวชนียสถาน 4 แห่ง มาเป็นสื่อการเข้าถึงพระรัตนตรัย ตามที่พระอานนท์ทูลถามก่อนเสด็จปรินิพพาน ณ ที่สาลวโนทยาน ในกรุงกุสินาราว่า

เมื่อกาลก่อน พุทธบริษัทในทิศทั้งหลาย ต่างพากันมาเพื่อเฝ้าพระตถาคตย่อมได้เห็น ได้เข้าไปนั่งใกล้ภิกษุผู้ใหญ่เจริญใจเหล่านั้น ก็แต่ว่าเมื่อกาลล่วงไปแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า จักไม่ได้เห็น ไม่ได้เข้าไปนั่งใกล้ภิกษุผู้ใหญ่เจริญใจเหล่านั้นอีก
ดูก่อนอานนท์ สังเวชนียสถาน 4 แห่ง เป็นที่ควรแห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา ด้วยระลึกว่า

l พระตถาคตประสูติในที่นี้ 1
l พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาโพธิญาณในที่นี้ 1
l พระตถาคตยังธรรมจักรให้เป็นไปแล้วในที่นี้ 1
l พระตถาคตเสด็จปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้ 1

ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใด เที่ยวจาริกไปยังเจดียสถานเหล่านั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส ชนเหล่านั้นทั้งหมด เบื้องหน้าแต่ตาย มลายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

นี้เป็นคำที่พระพุทธองค์ทรงสอนในมหาปรินิพพานสูตร ให้วิถีแก่เราได้เข้าใกล้พระองค์ ทั้งกายและใจ เหมือนอย่างเมื่อทรงยังดำรงพระชนม์อยู่ โดยอาศัยสังเวชนียสถานเป็นสื่อนำเข้าถึงสิ่งควรที่จะดู ควรจะเห็น ควรให้เกิดสังเวช แก่ผู้มีศรัทธาทั้งหลาย และพึงนมัสการด้วยความเคารพต่อที่ประสูติ ตรัสรู้ ประทานปฐมเทศนา และปรินิพพาน

บริเวณก่อสร้างวัดไทยเชตวัน

พระพุทธเจ้าได้ยืนยันไว้กับพระอานนท์ว่า ผู้ที่ไปกราบสังเวชนียสถาน เมื่อตายแล้วย่อม เข้าถึงสุคติในโลกสวรรค์ จุดนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนพยายามจะไปมาแล้วนับสิบปี แต่ก็กลัวการเดินทางที่ลำบากยากเข็ญตามที่เคยฟังผู้ไปมาแล้วเล่าให้ฟัง แต่เมื่อรู้ว่าบริษัทการบินไทยจัดทัวร์ที่เรียกว่า ทัวร์เอื้องหลวง ไปประเทศอินเดียก็เลยตัดสินใจไป เพราะมีการอำนวยความสะดวกทุกอย่างไม่ลำบาก เมื่อไปมาแล้วครั้งแรกก็ติดใจในบริการ จึงมาเล่าให้พรรคพวกฟังจึงต้องเป็นหัวแรงพากันไปอีก ผู้เขียนก็เลยไปครั้งสอง เมื่อไปครั้งนี้ก็มีความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นกว่าเดิม เพราะได้มีการปรับปรุงเพิ่มขึ้น จึงคิดว่าถ้าจะไปอีกครั้งก็คงสะดวกเพิ่มขึ้นไปอีก

เหตุที่ว่าจะต้องไปอีกครั้ง ก็เพราะว่าครั้งนี้เมื่อได้ไปกราบสังเวชนียสถานที่ เมืองสาวัตถี ได้เกิดแรงบันดาลใจเกิดขึ้น (ส่วนเรื่องสังเวชนียสถานแห่งอื่นๆ ผู้เขียนได้มอบให้ รศ.กมล ฉายาวัฒนะ ซึ่งไปด้วยกันเขียนให้ผู้อ่าน อ่าน คงเริ่มในฉบับต่อไป) ที่เมืองสาวัตถีแห่งนี้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโกศล เป็น 1 ใน 6 ของเมืองมหาอำนาจ มีความรุ่งเรืองมากในมหาชนบท 16 แคว้นของชมพูทวีป ซึ่งมีกษัตริย์คือ พระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองบัลลังก์แห่งอาณาจักรโกศล มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้พระเจ้าพิมพิสาร แห่งมคธรัฐ หรือกษัตริย์วงศ์ลิจฉวี แห่งแคว้นวัชชี

พระมหาปราโมทย์ วัดไทยเชตวัน อินเดีย มอบดินให้ผู้เขียน

ในสมัยพุทธกาล แคว้นโกศลเป็นแคว้นที่รุ่งเรืองและมีอำนาจมาก แคว้นกาสี แคว้นสักกะแห่งศากยวงศ์ ก็อยู่ภายใต้อำนาจหรือความคุ้มครองของแคว้นโกศล เพราะเมืองสาวัตถีเป็นมหาอำนาจทางการเมือง การทหาร ที่มีความพร้อมด้วยแสนยานุภาพ ทั้งในแผ่นดินก็อุดมด้วยธัญพืช พระพุทธองค์จึงทรงปักหลักประกาศพระพุทธศาสนาอยู่ที่สาวัตถี รวม 25 พรรษา โดยเสด็จประทับที่ พระอารามเชตวันมหาวิหาร 19 พรรษา และที่พระวิหารบุพพาราม 6 พรรษา จะเห็นได้ในธรรมนิทานทางพระพุทธศาสนา จะเป็นชาดกอรรถกถา วรรณคดีสายบาลี ที่จะไม่เอ่ยถึงเมืองสาวัตถีเลย เห็นจะมีน้อยมาก หรือไม่มีเลย

สาวัตถีแห่งแคว้นโกศล ปัจจุบันเหลือเพียงบริเวณซากกองอิฐ มูลดิน ก้อนหินบิ่นหักเรียงตั้งในลักษณะเป็นเมืองเก่า ที่ชาวบ้านเรียกว่า สาเหต-มาเหต หรือ สาเหฐ-มาเหฐ (Saheih-Maheih) ในเขตจังหวัดบาห์ไรจ์ (Bahraich) ห่างจากสถานีโคณฑา (Gonda) 59 กม. จากการขุดค้นสำรวจซากโบราณสถานของ เซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม บริเวณที่เรียกว่า มาเหต ได้แก่ตัวเมืองสาวัตถี สาเหต ได้แก่พระเชตวันมหาวิหาร โดยอาศัยศิลาจารึกที่ว่าพระพุทธรูปองค์ที่ค้นพบ ณ ที่ตั้งของเมืองนี้ อยู่ทางด้านใต้ห่างจากกำแพงเมืองประมาณ 1 กม. มีเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ (32 เอเคอร์) ชื่อสาเหต-มาเหต เรียกกันน้อยมาก และที่เรียกขานในภาษาสันสกฤตว่า ศราวัสตี (Srawasti) ชื่อบาลีที่เราใช้กันคือ สาวัตถี นั่นเอง

พระภิกษุชาวไทยที่จำพรรษาอยู่ ณ วัดไทยเชตวัน ที่กำลังก่อสร้าง ขาดแคลนปัจจัยมาก

พระเชตวันมหาวิหารแห่งนครสาวัตถี อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้สร้างถวายพระพุทธองค์ด้วยความศรัทธาอย่างยิ่ง ตามตำนานกล่าวว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นชาวเมืองสาวัตถี ไปค้าขายที่เมืองราชคฤห์ ได้พบพระบรมพระศาสดาที่สีตวัน เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธธรรม จึงออกปากนิมนต์ให้พระพุทธองค์มาโปรดสัตว์ที่เมืองสาวัตถี แล้วอนาถบิณฑิกเศรษฐีไปขอซื้อป่าไม้ของเจ้าเชต ซึ่งอยู่นอกเมืองสาวัตถีตอนใต้ เพื่อสร้างอารามถวายพระบรมพระศาสดา

ตอนแรกเจ้าเชตไม่ยอมขาย และพูดอย่างเสียไม่ได้ว่า ถ้าอนาถบิณฑิกเศรษฐีเอาเหรียญทองมาปูให้เต็มป่าจึงจะยอมขาย อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็เอาเหรียญทองมาปูเต็มป่าจริงๆ ทำให้เจ้าเชตวันเห็นความศรัทธาอย่างแรงกล้าของอนาถบิณฑิก จึงยอมลดราคาให้กึ่งหนึ่ง โดยคิดแต่เพียง 18 โกฏิกหาปณะ แล้วอนาถบิณฑิกะก็ใช้เงินอีก 18 โกฏิกหาปณะสร้างมหาวิหาร และทำการฉลองอีก 18 โกฏิกหาปณะ รวม 54 โกฏิกหาปาณะ และเรียกชื่อพระอารามว่า เชตวัน ตามเจ้าของเดิม

อนาถบิณฑิกเศรษฐีท่านนี้ มีนามว่า อนาถบิณฑิกะ เป็นบุตรของสุมนเศรษฐีแห่งกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล เมื่อถือกำเนิด บิดาขนานนามว่า สุทัตตะ เหตุที่ได้ชื่อ อนาถบิณฑิกะ เพราะเป็นผู้ชอบทำทานแก่คนยากจน อันเป็นนามที่ตนปรารถนาไว้แต่อดีตชาติ เมื่อบิดาสิ้นชีวิตก็ได้ครอบครองทรัพย์สมบัติเป็นคหบดีสืบแทนต่อมา ภรรยาของอนาถบิณฑิกะชื่อ นางปุณณลักขณา มีบุตรคนเดียวคือ กาฬะ มีธิดา 3 คน ชื่อ มหาสุภัททา จูฬสุภัททา และ สุมนาเทวี

ในอรรถกถาธรรมบทกล่าวว่า ภรรยาของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ชื่อ ปุญญลักขณา ซึ่งเป็นน้องสาวของราชคหเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ผู้ให้สร้างวิหาร 60 หลัง เสร็จภายในหนึ่งวัน แล้วถวายแก่ภิกษุสงฆ์ในทิศทั้ง 4 ขณะเดียวกันนี้ น้องสาวของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็ได้แต่งงานกับเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ ผู้สร้างวิหาร 60 หลังดังกล่าว

ขณะนั้นพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่สีตวัน เสด็จลุกขึ้นจงกรมอยู่ ณ ที่กลางแจ้ง เมื่อทอดพระเนตรเห็นอนาถบิณฑิกเศรษฐีกำลังเดินมา จึงเสด็จจากที่จงกรมมาประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ พร้อมทั้งตรัสว่า มาเถิด สุทัตตะ ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจเป็นอย่างมากว่า

พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกชื่อเรา

จากนั้นจึงเดินตรงเข้าไปเฝ้า พร้อมทั้งซบศีรษะลงแทบพระยุคลบาท แล้วกราบทูลว่า

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่เป็นสุขดีหรือ พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ได้ตรัสว่า

พราหมณ์ผู้ดับกิเลสแล้วย่อมอยู่เป็นสุขทุกเมื่อ ผู้ไม่ติดอยู่ในกาม เป็นคนเยือกเย็น ไม่มีอุปธิกิเลส ตัดกิเลสเครื่องข้องทุกอย่างแล้ว กำจัดความกระวนกระวายในใจ เข้าถึงความสงบ ย่อมอยู่เป็นสุข

ห่างจากนั้นไปไม่ไกลนักเป็น สถูปยมกปาฏิหาริย์ สถูปขนาดใหญ่ที่เหลือเป็นเพียงเนินดิน มองดูสูงกว่าที่ใดๆ ในนครสาวัตถี อยู่ข้างทางระหว่างเมืองพาลัมปุระกับเมืองสราวัสสติ นับจากพระเชตวันมหาวิหารประมาณ 2 กม.ครึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า สวนมะม่วงของคัณฑกะ สันนิษฐานว่าสถานที่นี้คือที่ที่พระบรมศาสดาทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์

หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร ปลุกเสกดิน หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ ปลุกเสกดิน หลวงพ่อสิน วัดละหารใหญ่ มอบดินที่ปลุกเสกแล้วให้ทางลานโพธิ์

ในอรรถกถาธรรมบทเล่าไว้ว่า สมัยนั้นในกรุงสาวัตถี ลาภสักการะอันเคยบริบูรณ์แก่เหล่าเดียรถีย์ ได้เสื่อมถอยลงเป็นลำดับ เพราะมหาชนหันมานับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น เป็นเหตุให้พวกเดียรถีย์หาทางทำลายพระพุทธศาสนาทุกวิถีทาง พวกเดียรถีย์มีความเห็นพ้องกันว่า สาเหตุเพราะสำนักของพระสมณโคดมเป็นทำเลที่ดี การคมนาคมสะดวกแก่เหล่าชนที่จะไปฟังธรรม ลาภสักการะจึงเกิดแก่พระสมณโคดมมากมาย เหล่าเดียรถีย์จึงคิดสร้างสำนักของตนขึ้น ณ หลังพระเชตวันวิหาร ได้นำเครื่องบรรณาการไปถวายแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล แล้วขอพระราชทานที่ดินเพื่อสร้างสำนักของตน

ขณะดำเนินการก่อสร้าง พระพุทธองค์ทรงดำริว่า การนี้อาจเป็นเสี้ยนหนามต่อพระศาสนาในอนาคต จึงให้พระอานนท์ไปทูลพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลปฏิเสธไม่ยอมให้เข้าพบ ไม่ว่าจะเป็นพระอานนท์ พระสารีบุตร หรือ พระโมคคัลลานะ พระบรมศาสนาจึงต้องเสด็จไปด้วยพระองค์เอง พระพุทธองค์เสด็จไปแล้วไม่ตรัสถามความใด แต่ทรงยกภรุชาดกเป็นอุทาหรณ์ว่า

ในอดีตมีนักบวช 2 พวก พำนักอยู่ ณ โคนต้นไทร พวกหนึ่งอยู่ทางทิศเหนือ พวกหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ ต่อมาต้นไทรทางทิศใต้เกิดเหี่ยวแห้งตายหมด จึงอพยพไปทางทิศเหนือ ประสงค์จะไปอยู่ ณ ที่นั้น เกิดการทะเลาะกับพวกที่อยู่ก่อน เพราะการแย่งที่พำนัก จึงพากันไปให้พระราชาแห่งกรุงภรุตัดสิน นักบวชฝ่ายหนึ่งได้ถวายเรือสำหรับเป็นราชพาหนะแก่ภรุราชา

พระราชาตัดสินให้ฝ่ายที่มอบเรือเป็นผู้ชนะ ด้วยความลำเอียงทำให้เทวดาที่อยู่ในภรุรัฐทั้งสิ้นโกรธ เพราะเหตุที่พระราชาทำให้ผู้มีศีลทะเลาะกันด้วยอำนาจแห่งฉันทาคติ เทวดาจึงบันดาลให้เมืองภรุจมลงไปใต้ทะเล ประสบความพินาศอย่างใหญ่หลวง ล่มจมลงทั้งแว่นแคว้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้สดับดังนั้น จึงมีรับสั่งให้ขับนักบวชเหล่านั้นออกไป แล้วทรงสร้างที่นั้นให้เป็นอารามสำหรับภิกษุณีพระราชทานนามว่า ราชการาม กรุงสาวัตถีจึงมีอารามเกิดขึ้นใกล้พระเชตวันวิหารด้วยเหตุนี้

พระมหาธนรัฐ รฏฺฐเมโธ (อ.รัฐ) พระมหาอ้าย ธีรปญฺโญ

พระพุทธองค์เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี รับสั่งกับพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า พระองค์ทรงมีพระประสงค์จะแสดงยมกปาฏิหาริย์ ณ ชานกรุงสาวัตถี ในวันเพ็ญเดือน 8 พระบรมศาสดา ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ต่อคำท้าทายของพวกเดียรถีย์นิครนถ์ ซึ่งเป็นการแสดงครั้งสำคัญ และครั้งสุดท้ายของพระบรมศาสดา ทำให้ประชาชนชาวเมืองสาวัตถีเกิดความตื่นเต้นในอภินิหารของพระบรมศาสดา และทำให้ลัทธิศาสนาอื่นๆ ในนครสาวัตถีเสื่อมลงไป ใครๆ ก็พากันมาสนใจกับพระพุทธศาสนามากขึ้น และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้พวกเดียรถีย์นิครนถ์ต้องจ้างนางจิณจมาณวิกาไปทำลายชื่อเสียงของพระบรมศาสดา

พระพุทธองค์ไม่โปรดการแสดง อิทธิปาฏิหาริย์ ทรงห้ามมิให้ภิกษุแสดงปาฏิหาริย์อีกด้วย แต่พระองค์โปรดการแสดง อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ ให้เห็นอิทธิฤทธิ์ของพระธรรมมากกว่า เหตุที่พระบรมศาสดาทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่นครสาวัตถี ก็เพราะเป็นที่ซึ่งพระพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนาองค์ก่อนๆ เคยมาแสดงยมกปาฏิหาริย์มาแล้วอย่างหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากพวกเดียรถีย์นิครนถ์ฉวยโอกาสที่พระพุทธองค์ห้ามสาวกมิให้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ จึงท้าทายพระบรมศาสดาให้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์เป็นการแข่ง จนเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงประกาศว่า จะแสดงยมกปาฏิหาริย์ในที่ใกล้นครสาวัตถี ในวันเพ็ญเดือน 8 พวกเดียรถีย์นิครนถ์รู้เข้าก็หาทางกลั่นแกล้ง เช่น พอรู้ว่าพระพุทธองค์จะทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่ใกล้ไม้คัณฑามพฤกษ์ คือ ต้นมะม่วง ก็เที่ยวหาซื้อและขุดทิ้งหมด

ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อนายอุทยานของพระเจ้าปเสนทิโกศล ชื่อ คัณฑกะ สอยมะม่วงในอุทยานติดมือไปผลหนึ่ง เมื่อได้เฝ้าพระพุทธองค์กลางทาง จึงถวายมะม่วงผลนั้น พระพุทธองค์เสวยเนื้อมะม่วงแล้ว ให้นายคัณฑกะเพาะเมล็ดลงในดิน ทรงล้างพระหัตถ์รดลงบนเมล็ดมะม่วงนั้น ทันใดนั้นก็เกิดต้นมะม่วงงามสูง 5 ศอก ออกลูกติดต้น ใครมาก็ได้กินทั่วกันเป็นอัศจรรย์

พระภิกษุชาวไทยที่จำพรรษาอยู่ ณ วัดไทยเชตวัน ที่กำลังก่อสร้าง ยังขาดแคลนปัจจัยมาก

เวลานั้นประชาชนมาชุมนุมรอดูปาฏิหาริย์ของพระพุทธองค์อย่างหนาแน่น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ คือ ปาฏิหาริย์คู่ เช่น ทำให้ไฟพลุ่งออกจากพระกายเบื้องบน น้ำพลุ่งออกจากพระกายเบื้องล่าง ไฟพลุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้า น้ำพลุ่งออกจากพระกายเบื้องหลัง ไฟพลุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย น้ำพลุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา น้ำพลุ่งออกจากพระเนตรเบื้องขวา น้ำพลุ่งออกจากพระกรรณซ้าย ซึ่งพวกเดียรถีย์นิครนถ์ไม่มีปัญญาทำได้เลย ต้องแตกพ่ายแพ้ไปอย่างไม่เป็นท่า

หลวงจีนบันทึกว่า ได้เห็นสถูปหลายองค์ด้วยกัน องค์หนึ่งเข้าใจจะเป็นองค์นี้ที่หลวงจีนว่า พระเจ้าอโศกทรงสร้างเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และทรงสร้างหลักศิลาไว้หลังหนึ่ง หลวงจีนเล่าเรื่องอัศจรรย์ในสมัยนั้นว่า ที่สถูปนี้มักจะมีเสียงดนตรีสวรรค์บรรเลง บางทีก็มีกลิ่นหอมตลบอบอวลไปหมด

เมื่อพระบรมศาสดาแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้ว ได้เสด็จขึ้นไปดาวดึงส์เทวโลก เพื่อเทศนาโปรดพุทธมารดาตามประเพณีของพระพุทธองค์ก่อนๆ และทรงจำพรรษา 1 พรรษาบนดาวดึงส์ เมื่อใกล้จะออกพรรษาทรงทราบว่า พระสารีบุตรอัครสาวกไปจำพรรษาอยู่ใกล้ประตูเมืองสังกัสสะ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองสาวัตถี 30 โยชน์ จึงทรงตกลงพระทัยเสด็จจากดาวดึงส์ไปลงที่สังกัสสะ ในวันออกพรรษาเทโวโรหณะนั้นเอง

ณ จุดนี้เป็นแรงบันดาลใจ ให้ผู้เขียนคิดว่า น่าจะเอาดินบริเวณที่พระพุทธเจ้าแสดงปาฏิหาริย์ มาสร้างเป็น พระเครื่องปางเปิดโลก เพราะ ณ จุดเดียวกันนี้เองที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากดาวดึงส์ เปิดโลกทั้งสามให้เห็น เรียกว่า สว่างไสวทั้งไตรภพ เมื่อได้ความคิดนี้แล้ว จึงกราบเรียนให้ พระอาจารย์มหาปราโมทย์ มหาวีริโย และ พระมหา ดร.อ้าย ธีรปัญโญ ตลอดจน พระมหาธนรัฐ รฏฺฐเมโธ ซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลการก่อสร้างวัดไทยเชตวัน ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่และยังขาดปัจจัยในการดำเนินการอยู่อีกมากทราบ และขอร้องให้ท่านช่วยไปทำ พิธีขอดินจากสถูปยมกปาฏิหาริย์มาให้

ดร. มหาอ้าย ธีรปัญโญ นำชมบริเวณยมกปาฏิหาริย์

เพื่อผู้เขียนจะนำมาสร้างพระเครื่องให้คนไทยทำบุญร่วมสร้างวัดไทยเชตวันต่อไป ท่านพระอาจารย์มหาปราโมทย์ ท่านได้กล่าวว่า ท่านได้นำดินที่พระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ซึ่งผู้เขียนต้องการนั้น รวมทั้งดินจากบ้านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะ ตลอดจนดินจาก กุฏิพระพุทธเจ้า ที่เชตวัน ดินจาก กุฏิเก่าพระสิวลี ดินจาก กุฏิพระอุบาลี ดินจาก กุฏิโมคัลนะ ดินจาก กุฏิพระสารีบุตร ดินจาก กุฏิพระอัญญาโกญธัญญะ ดินจาก กุฏิพระกัสสะปะ ดินจาก กุฏิพระราหุล ดินจาก กุฏิพระภควัมปติ (8 อรหันต์) มาบดไว้แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป เมื่อผู้เขียนไปกราบเรียนให้ท่านทราบ ท่านก็ดีใจ แล้วมอบดินเหล่านั้นให้ผู้เขียนมาทันทีนั้นเลย

เมื่อกลับมาประเทศไทย ผู้เขียนได้ปรึกษากับผู้ศรัทธาหลายท่าน แต่ละท่านก็อนุโมทนาโดยทั่วกัน รวมทั้ง ช่างโสภณ ศรีรุ่งเรือง (ช่างตุ้ม) ช่างแกะแม่พิมพ์ก็ยินดีแกะ แม่พิมพ์ให้ฟรี โดยจะนำดินนั้นไปผสมกับดินเหนียวแล้วสร้างเป็น พระเครื่องปางเปิดโลก เนื้อดินเผา ให้ท่านผู้ศรัทธาร่วมทำบุญ นำรายได้ทั้งหมดมอบให้วัดไทยเชตวันไปสร้างวัดในประเทศอินเดียต่อไป โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ระหว่างรอช่างแกะแม่พิมพ์ ผู้เขียนไปไหนก็ติดเอาดินนั้นไปด้วย ได้เดินทางไปกราบ หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ เล่าให้ท่านฟัง ท่านก็อนุโมทนาพร้อมทั้งปลุกเสกดินจากอินเดียที่ผู้เขียนติดไปด้วย จากนั้นไปเยี่ยม หลวงพ่อสิน วัดละหารใหญ่ ท่านก็อนุโมทนาโดยปลุกเสกดินดังกล่าวให้เช่นกัน จากนั้นได้ไปกราบ หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร ท่านฟังเรื่องราวที่ผู้เขียนเล่าให้ฟัง ท่านก็อนุโมทนาพร้อมทั้งมอบ ว่านถุงใหญ่ ที่ท่านเตรียมไว้สร้างพระเครื่องให้เอามาผสม แล้วทำพิธีปลุกเสกดินให้เต็มที่ ท่านว่าจะได้ช่วยกันสืบพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย ให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ระหว่างที่ผู้เขียนรอการแกะแม่พิมพ์ และสร้างพระเครื่องปางเปิดโลก ไปไหนก็จะเอาดินดังกล่าวนี้ไปด้วย เมื่อพบพระเถระรูปใดที่ ท่านเมตตาจะร่วมอนุโมทนา ก็ให้ท่านปลุกเสกให้เรื่อยไป จนกว่าจะแกะพิมพ์เสร็จ ก็จะนำไปสร้างพระเครื่องดังกล่าว แล้วตั้งใจว่าจะให้พระเกจิอาจารย์ที่ ยินดีจะอนุโมทนาด้วยปลุกเสกให้สัก 9 องค์ ก่อนให้ท่านผู้อ่านร่วมทำบุญต่อไป
พระพุทธองค์ทรงเปิดโลกสว่างไสวในไตรภพ ย่อมเปิดทางสว่างไสว ในการดำรงชีวิตแก่ท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่ร่วมกุศลในครั้งนี้

( ที่มา: ลานโพธิ์ ฉบับที่ 1041 เดือนกุมภาพันธ์ 2553 : ลานโพธิ์ รวมใจไทย ร่วมสร้างวัดไทยเชตวันมหาวิหาร-อินเดีย ณ ดินแดนพุทธภูมิ ชมพูทวีป ภาพและเรื่องโดย..สุธน ศรีหิรัญ )


ลิขสิทธิ์  2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.

Copyright Bangkoksarn Publishing 2010. Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.

แสดงความคิดเห็น

Please login to post comments or replies.
แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2011 เวลา 15:41 น. )