ภาพและเรื่อง โดย.. วิทยา หาญไพบูลย์
สังคมของคนเล่นสะสมพระเครื่องและพระบูชาในสมัยที่ผู้เขียนยังอยู่ในวัยเด็กเป็นนักเรียนอยู่ในกรุงเทพฯ (ผู้เขียนเกิดปี พ.ศ.2471) ไป โรงเรียนยังมีโอกาสใช้สตางค์แดง ครึ่งสตางค์ คนที่มีพระเครื่องพระบูชา ล้วนแล้วแต่ผู้สูงอายุทั้งสิ้น ใครคล้องพระมากๆ องค์ มักจะถูกกล่าวหาว่า เป็นนักเลง คนไม่มีแต่สนใจอยากได้ ก็มักจะใช้วิธีขอกับคนที่มีเยอะๆ ก็มักจะเมตตาให้ด้วยความรักความเอ็นดู ไม่ค่อยมีการซื้อขายเหมือนในปัจจุบัน แม้แต่จะซื้อกันจริงๆ ก็ยังต้องเลี่ยงไปใช้คำพูดว่า ขอเช่าหรือขอบูชา
?
เมื่อผู้เขียนเริ่มมีความสนใจในพระเครื่อง ก็ใช้วิธีนี้เป็นจุดเริ่มต้น เข้าหาท่านผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าที่มีพระเครื่องสอบถามหาความรู้และขอชม เมื่อมีพระอะไรที่ถูกใจก็จะเอ่ยปากขอโดยตรง หรือขอให้เจ้าของช่วยเลือกให้ด้วยความเต็มใจ สมัยนั้นการขอพระเครื่องไม่ได้ถือว่าเป็นคนเห็นแก่ได้ เพราะพระเครื่องมีไว้เพื่อแจกให้ด้วยความรักความเมตตา ไม่ได้มีไว้เพื่อการซื้อขายอย่างในปัจจุบัน
สมัยก่อนใครขายพระกิน ถือว่าเป็นบาปอย่างหนึ่ง ประเพณีการแจกพระเครื่องก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง การปฏิบัติของพระมหากษัตริย์ที่แล้วๆ มาหลายพระองค์ เช่น ร.5 และ ร.6 เป็นต้น ก็พระราชทานพระพิมพ์ให้ข้าราชการและเชื้อพระวงศ์ผู้ติดตามพระองค์ด้วยพระเมตตา
วัดวิหารทอง
ในอดีตก็คงจะเป็นวัดที่สำคัญในการประกอบกิจทางพระพุทธศาสนาของพระมหากษัตริย์และชาวเมืองในสมัยนั้น ซึ่งสร้างอยู่ใกล้ชิดพระราชวังรองจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดใหญ่) ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามทางทิศตะวันออก วัดวิหารทอง ในอดีต เห็นจะเป็นวัดที่มีบริเวณกว้างขวาง มีสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุที่สำคัญอยู่มากมาย มีความเจริญรุ่งเรืองในยุคสมัยที่ราชวงศ์พระร่วงได้ปกครองเมืองสองแคว ในยุคสุโขทัยที่มีศิลปะในการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ได้งดงามเหนือกว่ายุคสมัยใดๆ และวัดวิหารทองนี้ก็มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ก็คือ ?พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร? เป็นพระพุทธรูปยืน สูง 18 ศอก ที่พระมหาธรรมราชาลิไทย สร้างประดิษฐานเอาไว้ที่วัดวิหารทอง
สถานที่ประดิษฐานพระอัฏฐารส ซึ่งเป็นพระวิหารในอดีต ที่ยังคงมองเห็นรากฐานของพระวิหารที่เป็นโบราณวัตถุ ที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน (พระอัฏฐารสของวัดอื่นๆ ในอดีต ล้วนแต่สร้างจากก่ออิฐถือปูนทั้งสิ้น) บริเวณสถานของวัดวิหารทองในปัจจุบัน ยังคงมีพื้นที่หลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีถนนสายหนึ่งตัดผ่านทางทิศใต้ แยกส่วนที่เป็นบริเวณที่อยู่ติดกับศาลากลางของจังหวัดพิษณุโลก
นอกจากพระวิหารที่ยังมีพื้นฐานหลงเหลืออยู่บ้างแล้ว ก็ยังมีซากพระเจดีย์ที่ชำรุดทรุดโทรม ไม่เห็นเค้าโครงของเดิมแล้ว เพียงแต่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ พอที่จะเป็นที่สังเกตได้ว่า เป็นพระเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่มากองค์หนึ่ง
วัดวิหารทอง วัดนี้ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน เยื้องกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เล็กน้อย เป็นวัดขนาดใหญ่อีกวัดหนึ่งในยุคสมัยสุโขทัย ที่สร้างอยู่ใกล้กับพระราชวัง (พระราชวังจันทร์) มีวัดที่สร้างอยู่ใกล้ๆ กันอยู่เหนือขึ้นไป ก็คือ วัดสุดสวาสดิ์ กับวัดไก่เขี่ย (ไกล่เกลี่ย) วัดวิหารทอง ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างศาลากลางจังหวัดและโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม (ซึ่งในอดีตก็คือ สถานที่ตั้งของพระราชวังจันทร์)
วัดวิหารทองมีโบราณสถานที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน คือ พระวิหารและพระเจดีย์ บ่งบอกให้เห็นว่าในอดีต วัดวิหารทองเป็นวัดใหญ่ และมีความสำคัญกับบ้านเมืองในยุคสมัยที่มีการสร้างเมืองสองแคว ความสำคัญของวัดนี้อยู่ที่ว่า เดิมเป็นที่ประดิษฐานของพระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร ซึ่งต่างจากพระอัฏฐารสของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดใหญ่) เพราะเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ สูง 18 ศอก นับเป็นพระพุทธรูปยืนที่สูงใหญ่ ที่หล่อขึ้นในยุคสมัยสุโขทัยเพียงองค์เดียวของประเทศไทย ที่มีความสำคัญคู่กับพระพุทธรูปนั่งทั้งสามองค์ (พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศาสดา)
เมื่อรัชกาลที่ 3 เห็นจะเป็นเพราะด้วยวิหารหักพังทรุดโทรมไปมากแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯให้อัญเชิญพระอัฏฐารสที่อยู่ในวิหารลงมากรุงเทพฯ ทรงสร้างวิหาร ประดิษฐานไว้ที่วัดสระเกศ เมื่อปี พ.ศ.2368 ถึงรัชกาลที่ 4 จึงทรงเฉลิมพระนามพระอัฏฐารสองค์นี้ว่า
?พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร?
พระเครื่องของวัดวิหารทอง
เข้าใจว่าวัดนี้มีพระพิมพ์อยู่หลายชนิด ทั้งที่เป็นเนื้อดินและเนื้อโลหะ เช่น เนื้อชินเงิน ชินเขียวหรือชินอุทุมพร ลักษณะเดียวกับที่กรุพระอัฏฐารสของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เช่นเดียวกันที่เรียกกันว่า ?พระยอดอัฏฐารส? (เพราะได้พระพิมพ์ต่างๆ จากพระเศียรของพระอัฏฐารส) พระเครื่องของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เช่นเดียวกันที่เรียกกันว่า ?พระยอดอัฏฐารส? (เพราะได้พระพิมพ์ต่างๆ จากพระเศียรของพระอัฏฐารส) พระเครื่องแบบซุ้มคอระฆังเหมือนกับของวัดอรัญญิก
พระพิมพ์ที่เป็นแบบของวัดวิหารทอง โดยเฉพาะไม่เหมือนใคร ก็มีพระพุทธชินราช ซุ้มเรือนแก้ว เนื้อชินเงิน มีศิลปะสวยงามมาก พระร่วงนั่ง ประเภทเนื้อดินก็มี พระพิมพ์นางพญา พระพุทธชินราช พระท่ามะปราง พระลีลากำแพงนิ้ว เป็นต้น พระพิมพ์ของวัดวิหารทอง ก็เป็นพระพิมพ์ที่หาได้ยากสำหรับปัจจุบัน
พระพิมพ์ส่วนใหญ่มีศิลปะในยุคสุโขทัย อย่างเช่น พระพิมพ์นางพญา ของวัดวิหารทอง จะมีลักษณะคล้ายกับพระพิมพ์นางพญาเสน่ห์จันทร์ ของจังหวัดสุโขทัย มีขนาดไล่เลี่ยกัน เนื้อดินละเอียดกว่านางพญาเสน่ห์จันทร์ เป็นพระพิมพ์ที่หายากสุดๆ เพราะมีจำนวนน้อย แตกต่างกับพระนางพญาเสน่ห์จันทร์ ของจังหวัดสุโขทัย เพราะในปี พ.ศ.2502 กรมศิลปากรได้เปิดกรุพบพระนางพญาเสน่ห์จันทร์ ได้พระนางพญาเสน่ห์จันทร์เป็นจำนวนมาก จากวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาณี และวัดตาเถรขึงหนัง ทางกรมศิลปากรได้นำออกมาให้ประชาชนเช่าบูชาในราคาเพียงองค์ละ 60 บาท เท่านั้น
สมัยเมื่อปี พ.ศ.2502 วงการพระเครื่องไม่ได้คึกคักและเจริญรุ่งเรืองเหมือนปัจจุบัน จำนวนคนที่สนใจพระเครื่องยังมีไม่มาก ต้องจำหน่ายอยู่นานเช่นเดียวกับพระเครื่องของกรุวัดราชบูรณะ ที่มีออกมามากมาย ทั้งจำนวนพระและมากแบบมากพิมพ์ แต่ก็ขาดคนสนใจ เพราะคนเล่นสะสมพระเครื่องในเวลานั้น มีคตินิยมที่ไม่ถูกต้อง หาว่าพระพิมพ์ของจังหวัดอยุธยา เป็นพระเมืองแตกล่มสลายเพราะเสียกรุง มาถึงวันนี้คงไม่มีใครคิดแบบนี้อีกแล้ว
พระพิมพ์ชินราชใบมะยม ของวัดวิหารทอง
เมื่อผู้เขียนมีโอกาสได้มาอยู่พิษณุโลกใหม่ๆ ก็สนใจแต่พระพิมพ์แบบชินราช เพราะมีความศรัทธาในหลวงพ่อมาก วันหนึ่งมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณลุงอยู่สอนในธรรม ซึ่งอยู่ข้างบ้าน ท่านก็ได้นำพระเครื่องของท่านมาให้ชม และได้เล่าให้ฟังว่า ในวัยรุ่นท่านและเพื่อนของท่านคนหนึ่ง ได้พระเครื่องจำนวนหนึ่งจากพระเจดีย์ของวัดวิหารทอง และท่านก็ได้แบ่งกับเพื่อนของท่านคนละครึ่ง จำนวนพระที่ได้ประมาณสิบกว่าองค์ (คุณลุงอยู่ สอนในธรรม ตอนที่ผู้เขียนพบกับท่าน ท่านมีอายุ 85 ปี แล้ว ผู้เขียนพบกับท่านในปี พ.ศ.2499)
ท่านได้นำพระเครื่องจำนวน 5 องค์ มาให้ผู้เขียนดู ผู้เขียนก็ยังไม่ค่อยรู้จักพระเครื่องเมืองพิษณุโลกเท่าไร แต่เท่าที่จำได้ก็มี พระพุทธชินราชใบมะยม เนื้อดิน ดังภาพที่ลงประกอบบทความนี้องค์หนึ่ง อีกสามองค์เป็นพระเนื้อชินเขียว มีสนิมไขขึ้นเต็ม สององค์เป็นพระยืน อีกองค์หนึ่งเป็นพระนั่ง ส่วนเนื้อดินอีกองค์เป็นพระพิมพ์ชินราชเหมือนกัน แต่มีขนาดเล็กกว่าองค์ใบมะยม (คือพระท่ามะปรางนั่นเอง) เมื่อได้เห็นแล้วก็รู้สึกว่าชอบองค์ที่เป็นพระพุทธชินราชใบมะยมมาก เมื่อเอ่ยปากขอกับท่าน แต่ท่านปฏิเสธ เพราะท่านรักพระองค์นี้มาก เพราะท่านได้พระองค์นี้จากฐานที่เคยประดิษฐาน พระอัฏฐารสที่อยู่ในวิหารมาก่อน เคยพกพาติดตัวตั้งแต่ได้มาและไม่ยอมให้ใครได้เห็น
เพราะท่านห่อกับผ้าขาวรวมกันทั้ง 5 องค์ เคยใช้ได้ผลและมีประสบการณ์มามากมาย แต่คุณลุงอยู่ก็มีเมตตาออกปากให้เลือกองค์อื่นๆ ท่านยินดีจะให้ ในใจของผู้เขียนชอบและรักพระพุทธชินราชใบมะยมองค์นั้นมาก ก็เลยยังไม่เลือก แต่ได้ถามคุณลุงอยู่ว่า ท่านรักและชอบพระองค์ไหนมากเป็นพิเศษ ในจำนวนพระพิมพ์ทั้งห้าองค์ของท่าน ท่านก็คิดอยู่นาน ผลสุดท้ายก็บอกว่าชอบพระชินเขียวสนิมไข สองหน้า ที่เป็นพระปางลีลาหน้าหนึ่ง และอีกด้านเป็นพระนั่งอยู่ในซุ้มระฆัง (มารู้จักภายหลังว่าเป็นพระอัฏฐารสนั่นเอง)
ผู้เขียนก็เลยบอกว่าจะนำไปเลี่ยมให้ท่าน โดยผู้เขียนจะออกค่าใช้จ่ายให้เอง โดยวันนั้นก็ไม่ได้เลือกพระของท่านตามที่ได้ออกปากอนุญาตให้ และได้นำพระองค์ที่ท่านชอบและรักมากไปให้ช่างเลี่ยมให้ (ทองคำสมัยนั้นราคาสี่ร้อยกว่าบาทต่อทองหนักหนึ่งบาท) เมื่อช่างเลี่ยมให้เรียบร้อยแล้วก็ได้นำมาให้ท่าน เมื่อคุณลุงอยู่ได้รับพระองค์ที่เลี่ยมมาให้แล้ว ท่านก็ได้ไปหยิบพระพุทธชินราชใบมะยมที่ผู้เขียนชอบมามอบให้เป็นการตอบแทนน้ำใจ โดยที่ผู้เขียนไม่เคยได้เอ่ยปากขอแม้แต่คำเดียว
?เมตตาธรรมเป็นสิ่งค้ำจุนโลก?
ในเมื่อเราเป็นผู้ให้ก่อน ท่านก็สละให้ด้วยความรักความเมตตา ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนได้รับรู้ว่า เมื่อเราอยากได้อะไรของผู้อื่น เราต้องทำตนเป็นผู้ให้กับเขาก่อน พระพุทธชินราชใบมะยมองค์นี้ เมื่ออยู่ในตลับพระแล้ว ใครๆ ดูก็ว่าเป็นพระเนื้อโลหะสัมฤทธิ์กันทั้งนั้น เพราะมีเนื้อหาดูแล้วเป็นอย่างนั้นจริงๆ บ่งบอกถึงกาลอายุที่เก่าแก่ที่อยู่ในกรุมานาน มีความสวยงามทั้งศิลปะและเนื้อหา ก็ยังไม่เคยพบพระพิมพ์แบบนี้อีกเลยเป็นเวลาสี่สิบกว่าปีที่ได้ครอบครองพระพิมพ์องค์นี้ พระพิมพ์มีขนาดกว้าง 3 ซม. ยาวสูง 5 ซม.
พระพิมพ์บางองค์ถึงแม้ว่าจะไม่มีคุณค่าราคาแพงๆ อย่างที่เล่นซื้อหากันในปัจจุบัน โดยที่มองแต่ผลประโยชน์เพียงด้านเดียว แต่พระพิมพ์บางองค์ก็จะมีคุณค่าทางด้านจิตใจ สำหรับผู้ครอบครองที่มีประสบการณ์มาก่อน พระพิมพ์ที่ผู้สูงอายุหรือบรรพบุรุษมอบให้ด้วยความรักความเสน่หา ความเมตตา เอื้ออารีที่มอบให้ด้วยน้ำใจ ซึ่งหาค่ามิได้ มันก็สร้างความสุขใจได้ทางหนึ่ง ปัจฉิมลิขิต ได้นำภาพถ่ายรูปพระอัฏฐารส ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ที่บันทึกไว้โดย กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และภาพพระปรางค์วัดจุฬามณี ที่ทรงสันนิษฐานไว้ว่า เมืองพิษณุโลกในอดีต ก่อน พระมหาธรรมราชาลิไทยจะมาสร้างเมืองสองแคว เมืองนี้พวกขอมได้มาตั้งเป็นเมืองมาก่อนแล้ว
ภาพพระอัฏฐารส ของวัดพระพุทธชินราช (วัดใหญ่) ที่บันทึกไว้ในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อคราวเสด็จมาเมืองพิษณุโลก เพื่อทอดพระเนตรการหล่อพระพุทธชินราชจำลอง ในปี พ.ศ.2444 เมื่อร้อยปีมาแล้ว ได้มีการบูรณะพระอัฏฐารส ที่รกร้างมีต้นไม้และเถาวัลย์ต่างๆ ปกคลุมอยู่ เพื่อการรับเสด็จของ ร.5 ในภาพของพระอัฏฐารสยังมีความทรุดโทรมไม่มาก โดยเฉพาะที่พระเศียรของพระอัฏฐารส ที่เป็นกรุบรรจุพระเครื่องเนื้อชินอยู่หลายชนิด ยังคงมี
สภาพปกติสมบูรณ์ดีอยู่
ในภาพเห็นมีข้าราชบริพารสองท่าน แต่งเครื่องแบบสวมหมวกข้าราชการยืนอยู่ที่หัวไหล่ของพระอัฏฐารส กับมีอีกสองคนที่อยู่ด้านล่างตรงฐานพระบาท ภาพที่นำมาลงให้ดูอาจจะไม่ชัดเจน เพราะเป็นภาพก๊อปปี้มาอีกที ไม่เหมือนภาพต้นฉบับ แต่ก็พอที่จะสันนิษฐานได้ว่า พระเครื่องเนื้อชินที่ได้จากเศียรของพระอัฏฐารส ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ คงจะแตกกรุหลังจาก ร.5 ได้เสด็จจังหวัดพิษณุโลก แต่เดิมพระอัฏฐารสนี้มีบันไดที่ขึ้นลงได้อยู่ทางด้านหลัง
พระพิมพ์อัฏฐารส ของวัดวิหารทอง คงจะแตกกรุมาก่อนของวัดพระศรีฯ ผู้คนจึงไม่รู้จักและสูญหายกระจัดกระจายไปไกล และเมื่อมีแบบพิมพ์และเนื้อหาอย่างเดียวกันกับของวัดพระศรีฯ (วัดใหญ่) ที่แตกกรุภายหลัง ผู้ที่เคยมีพระอัฏฐารสของวัดวิหารทอง ก็คงจะเข้าใจเป็นพระพิมพ์อัฏฐาและเนื้อหาอย่างเดียวกันกับของวัดพระศรีฯ (วัดใหญ่) ที่แตกกรุภายหลัง ผู้ที่เคยมีพระอัฏฐารสของวัดวิหารทอง ก็คงจะเข้าใจเป็นพระพิมพ์อัฏฐารส ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุกันไปหมด และที่เรียกพระพิมพ์ว่า ?พระยอดอัฏฐารส? ก็เพราะได้พระพิมพ์แบบนี้จากที่เศียรของพระอัฏฐารสนั่นเอง
ในอดีตที่โบราณสถานต่างๆ ทั่วประเทศไทย ได้ถูกคนร้ายลักลอบขุดทำลายเพื่อค้นหาสมบัติอันมีค่า ส่วนใหญ่ก็จะสนใจจำพวก แก้วแหวนเงินทอง และสิ่งล้ำค่าอื่นๆ ส่วนพระพิมพ์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก คนร้ายก็มักจะไม่สนใจ หรือถ้าสนใจบ้างก็เป็นเพียงการนำติดตัวออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่ก็จะยังคงอยู่หรือกระจัดกระจายอยู่แถวๆ พระเจดีย์ การบรรจุพระพิมพ์ พระบูชาและสิ่งมีค่าอื่นๆ แต่โบราณก็มักจะบรรจุในพระเจดีย์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่บรรจุที่อื่นๆ ก็มีบ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อย
เพราะพระเจดีย์คือสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา การบรรจุสิ่งต่างๆ เอาไว้ก็เป็นการสืบทอดพระศาสนา เราคงจะต้องขอบคุณบรรพบุรุษของเราที่สร้างพระพิมพ์ต่างๆ เอาไว้ เพื่อคนในยุคปัจจุบันที่จะได้เล่นซื้อขายกันอย่างเพลิดเพลินเป็นสินค้าไปแล้ว กาลเวลาที่ล่วงมาถึงยุคที่ผู้คนมีความสนใจพระเครื่องอยู่บ้าง พระพิมพ์ที่ถูกทอดทิ้งอยู่มากมายก็มีผู้คนได้นำติดตัวไปบ้าง พระพิมพ์บางส่วนก็ถูกฝังด้วยดินทรายไปตามกาลเวลา บางส่วนอาจจะนำกลับไปฝังลงกรุในที่แห่งใหม่ วัดวิหารทอง ในยุคที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้อัญเชิญพระอัฏฐารสซึ่งสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ สูงถึง 18 ศอก ซึ่งเป็นพระพุทธรูปโบราณที่หาค่ามิได้ (คิดว่าคงจะมีเพียงองค์เดียวในประเทศไทย)
ที่อยู่ในวิหารลงมากรุงเทพฯ และได้สร้างวิหารประดิษฐานไว้ที่วัดสระเกศ เมื่อปี พ.ศ.2368 เพราะทรงเห็นว่า วัดวิหารทองทรุดโทรมไปมากแล้ว พระพิมพ์ของวัดวิหารทอง ก็คงจะแตกกรุกระจัดกระจายออกไปก่อนหน้านี้แล้ว เพราะไม่มีการกล่าวถึงโบราณสถานที่ยังคงหลงเหลืออยู่เลย
เรื่องพระพิมพ์ของวัดวิหารทอง จึงเป็นเรื่องยากที่จะรู้ได้ว่า มีพระพิมพ์อยู่มากน้อยเท่าไร และมีพิมพ์อะไรบ้าง ที่นำมาลงประกอบบทความนี้ก็เป็นเพียงส่วนน้อยของคนรุ่นเก่าที่สะสมเอาไว้และตกทอดกันมา ตามคำบอกเล่าที่รับฟังกันมาที่พอจะเชื่อถือได้ ถ้าบางสิ่งบางอย่างผิดไปจากข้อเท็จจริง ที่สามารถนำหลักฐานมาอ้างอิงได้ ผู้เขียนก็ยินดีน้อมรับความเป็นจริง ที่จะได้ข้อมูลในด้านประวัติศาสตร์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม
ผู้เขียนได้เคยสอบถามถึงท่านที่มีพระพิมพ์ของวัดวิหารทองอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เห็นพระพิมพ์ที่พูดกัน ก็เลยไม่สามารถนำมาถ่ายภาพเพื่อความสมบูรณ์ของบทความ ที่นำมาเขียนเผยแพร่ก็ด้วยจิตสำนึกของคนที่รักเมืองพิษณุโลก เมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย มีพระมหากษัตริย์ที่เก่งกล้า กอบกู้อิสรภาพของประเทศ ที่คนไทยโดยเฉพาะคนพิษณุโลกที่จะต้องภาคภูมิใจไปตลอดชีวิต
ที่นำมาเขียนก็ด้วยหวังว่าจะให้เห็นถึงคุณค่าของโบราณวัตถุและโบราณสถานที่มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ของเมืองพิษณุโลก ที่ถูกทอดทิ้งให้สูญสลายไปกับกาลเวลาอย่างน่าเสียดาย วัดวิหารทอง อยู่ติดกับศาลากลางของจังหวัด ทำให้มองเห็นถึงสัจธรรมของอดีตที่แตกต่างจากปัจจุบันได้อย่างเป็นรูปธรรม
( ที่มา: ย่อจาก ลานโพธิ์ ฉบับที่ 841 เดือนตุลาคมคม 2544 : พระอัฏฐารส วัดวิหารทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ภาพและเรื่อง โดย.. วิทยา หาญไพบูลย์ )
ลิขสิทธิ์ ? 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.
Copyright Bangkoksarn Publishing 2010.? Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools





แสดงความคิดเห็น