ภาพและเรื่อง โดย...วิทยา หาญไพบูลย์
อารัมภบท
การหาข้อมูลเพื่อจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับพระพิมพ์นางพญา วัดสุดสวาสดิ์ นั้น เป็นสิ่งที่ยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง เพราะกาลเวลาที่ล่วงเลยมานานตั้งหลายร้อยปี ไม่มีการบันทึกประวัติศาสตร์ถึงการก่อสร้างขึ้นและสูญสลายไปเมื่อใด นักโบราณคดีที่บันทึกถึงวัดต่างๆ ในจังหวัดพิษณุโลก หลายท่านกล่าวถึงวัดนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อวัดสุด-สวาสดิ์ ในด้านประวัติศาสตร์สักเท่าไร ถ้าวัดนี้ไม่มีการค้นพบพระพิมพ์นางพญารวมกับพระพิมพ์อื่นๆ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน
ซึ่งเป็นการค้นพบก่อนพระพิมพ์ของวัดนางพญา ที่มีการค้นพบเมื่อปี พ.ศ.2444 และอีกหลายครั้งในเวลาต่อๆ มา คนแต่ก่อนจึงให้ความสนใจกับพระพิมพ์นางพญา วัดสุดสวาสดิ์ เพื่อแสวงหามาใช้ เพราะอานุภาพของพุทธคุณในพระนางพญา วัดสุดสวาสดิ์ ในด้านเสน่ห์เมตตามหานิยม ที่เป็นต้นแบบของพระพิมพ์นางพญาของวัดต่างๆ ในจังหวัดพิษณุโลก คนแต่ก่อนจึงให้ความสำคัญและสนใจพระนางพญา วัดสุดสวาสดิ์ เหนือกว่าพระพิมพ์อื่นๆ ความสำคัญของวัดนี้อยู่ที่พระเครื่องฯของวัด ซึ่งเรียกว่า ?พระนางพญาสุดสวาสดิ์? เป็นพระเครื่องฯที่มีชื่อเสียงมาก่อน ไม่แพ้พระนางพญาของวัดนางพญา สำหรับที่จังหวัดพิษณุโลก โดยเฉพาะเกี่ยวกับคุณวิเศษทางด้านเมตตามหานิยม
ถ้าวัดนี้ไม่มีพระเครื่องชนิดนี้ ที่ผู้คนให้ความนิยมกันมากในอดีตที่ผ่านมา ป่านนี้ผู้คนก็คงจะลืมชื่อวัด ตลอดจนสถานที่วัดตั้งอยู่เสียแล้วเป็นแน่ เช่นเดียวกับวัดอื่นๆ อีกหลายๆ วัดในจังหวัดพิษณุโลก ที่เราลืมเลือนกันหมดแล้ว เช่น วัดพระนอน วัดราชคฤห์ เป็นต้น พระเครื่องฯ กรุวัดสุดสวาสดิ์ เป็นพระพิมพ์นางพญา อีกกรุหนึ่งที่หายากที่สุด มีผู้ที่รู้จักลักษณะที่แท้จริงน้อยมาก จนปัจจุบันวงการเกือบไม่มีใครกล่าวถึงพระนางพญากรุนี้อีกแล้ว นักสะสมรุ่นเก่าเชื่อว่ามีพุทธานุภาพทางเมตตามหานิยม สูงกว่าพระนางพญา กรุวัดนางพญาเสียอีก
พระนางพญาสุดสวาสดิ์ เป็นพระเครื่องฯสกุลนางพญา มีลักษณะกรอบภายนอกเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว องค์พระอยู่ในรูปทรงปางมารวิชัย ลักษณะคล้ายคลึงกับพระนางพญามาก มีพิมพ์ทรงต่างๆ อยู่หลายพิมพ์ทรง ที่เรียกหาแบบเดียวกับของวัดนางพญา เช่น พิมพ์ทรง ?เทวดา? พิมพ์ทรง ?สังฆาฏิ? เป็นต้น แต่ของวัดสุดสวาสดิ์ จะมีต่อสร้อยว่า ?พิมพ์สังฆาฏิ หูช้าง? ซึ่งลักษณะของใบหูหรือพระกรรณของพระพิมพ์นี้จะมีลักษณะค่อนข้างใหญ่หนาและกางออกมากผิดกับนางสังฆาฏิ ของวัดนางพญา ถือเป็นเอกลักษณ์ของพระนางสุดสวาสดิ์อย่างหนึ่ง ที่มีอยู่หลายๆ อย่าง แตกต่างจากพระพิมพ์นางของวัดอื่นๆ
เนื้อหาของพระพิมพ์ก็แตกต่างกันมาก เป็นพระพิมพ์ที่มีเนื้อหาละเอียดหนึกนุ่ม เพราะมีส่วนผสมของว่านและผงเกสรดอกไม้มากกว่าเนื้อดิน ดูคล้ายกับไม่ได้มีการเผาไฟแบบพระเนื้อดินโดยทั่วไป เนื้อละเอียดมาก ไม่มีแร่กรวดหินอื่นๆ ผสมอยู่เลย มีความแตกต่างจากเนื้อพระนางพญาอย่างตรงกันข้ามทีเดียว เพราะพระพิมพ์นางพญาที่มีเนื้อละเอียดแก่ว่าน ก็คงต้องมีแร่ผสมอยู่ด้วย ซึ่งแร่ของพระนางพญาทุกพิมพ์ ทรงที่จะสามารถแยกด้วยสายตาจะมีอยู่ 4 ชนิด
มีคำกล่าวถึงพระพิมพ์นางพญา จากนักพระเครื่องฯหลายท่าน อย่างตรียัมปวาย, เชียร ธีรศานต์ และ สมศักดิ์ จวงสวัสดิ์ ได้กล่าวถึงลักษณะสีสันของเม็ดแร่ ทั้งสี่ชนิด ที่เป็นแนวทางในการศึกษาของเนื้อพระพิมพ์นางพญาในปัจจุบัน วรรณะสีสันของพระพิมพ์วัดสุดสวาสดิ์ ส่วนใหญ่ที่พบเห็นจะเป็นสีแดงเข้ม แบบมันปู แดงอ่อน วรรณะอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษ คือ มีสีสวาด มีทั้งสวาดเทา (คล้ายเมล็ดสวาด), สวาดเหลือง และสวาดเขียว
พระเครื่องฯของวัดสุดสวาสดิ์ มีผู้ที่รู้จักลักษณะที่แท้จริงน้อยมาก เพราะหาพระพิมพ์ยากมาก พระพิมพ์แตกกรุมานาน พระเครื่องฯจึงกระจัดกระจายออกไปไกล การศึกษาค้นคว้าก็เป็นเรื่องลำบากที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ โบราณสถานและโบราณวัตถุ ที่จะนำมาประกอบการพิจารณา
บุคคลรุ่นเก่าๆ ที่เป็นนักสะสมพระเครื่องฯที่เคยมีพระพิมพ์ของวัดสุดสวาสดิ์ ที่ผู้เขียนมีโอกาสได้รู้เห็น ล้วนแต่เสียชีวิตกันหมดในปัจจุบัน อย่าง ตรียัมปวาย, ประชุม กาญจนวัฒน์, ผล ศรีสมวงศ์ และ คุณธีระ โชติมงคล ซึ่งเป็นญาติของผู้เขียนที่เป็นนักสะสมพระเครื่องฯรุ่น เก่า มีพระเครื่องฯชั้นดีมากมาย ทั้งพระบูชาขนาดเท่าตัวคนจริงๆ ก็มีเป็นคนแรกที่นำพระเครื่องพิมพ์นางสุดสวาสดิ์ มาให้ผู้เขียนดูเมื่อมาอยู่พิษณุโลกใหม่ๆ ก็พอจะจำได้ว่าเป็นพระพิมพ์สีแดงเข้มแบบเนื้อมันปู เป็นพระพิมพ์ใหญ่ ขนาดเท่าพระพิมพ์นางพญาเข่าโค้งหรือเข่าตรง
เวลานั้นผู้เขียนยังไม่มีความรู้เรื่องพระพิมพ์ของจังหวัดพิษณุโลก เพียงได้ดูคร่าวๆ และรับฟังคำอธิบายของคุณธีระ ว่าเป็นพระพิมพ์ที่หายาก และมีพุทธคุณสูงส่งเหนือกว่าพระพิมพ์นางพญา ของวัดนางพญา ภายหลังจากที่ได้เห็นพระนางสุดสวาสดิ์องค์นี้แล้ว ผู้เขียนมีโอกาสได้พบเพื่อนร่วมงานที่มาทำงานในสถานที่เดียวกัน คือ คุณทวี สินสอน มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผู้เขียน มีภูมิลำเนาอยู่ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ใกล้ๆ วัดสุดสวาสดิ์ ได้นำพระพิมพ์ติดตัวมาองค์หนึ่ง จุดประสงค์ของเขาต้องการที่จะนำไปแบ่งให้เพื่อนของเขาไว้ใช้ติดตัว เพราะเขาเองมีพระพิมพ์นี้อยู่ 2 องค์ ผู้เขียนก็ขอดูจากคุณทวีว่าเป็นพระอะไร เขาบอกว่าเป็นพระพิมพ์นางพญา
ซึ่งคุณแม่ของเขาเป็นผู้ที่ขุดได้แถวๆ วัดสุดสวาสดิ์ ได้มา 2 องค์ องค์หนึ่งมีลักษณะหนาเช่นเดียวกับของวัดนางพญา แต่อีกองค์มีลักษณะบางๆ แตกต่างจากลักษณะของพระพิมพ์นางโดยทั่วไป พระพิมพ์นางที่คุณทวีนำมาในวันนั้นเป็นพระพิมพ์องค์บาง ซึ่งมีความสวยงามสู้องค์หนาไม่ได้ ซึ่งคุณทวีเป็นผู้บอกกับผู้เขียนเอง คุณทวีจึงได้นำเอาองค์ที่มีลักษณะบางมาเพื่อจะให้เพื่อนสนิทของคุณทวี และเพื่อนที่คุณทวีจะมอบพระให้ก็เป็นคนที่ผู้เขียนรู้จักดีและยังเป็นเพื่อนกับผู้เขียนอีกด้วย ผู้เขียนก็ถือโอกาสขอดูพระพิมพ์องค์ที่คุณทวีนำติดตัวมา คุณทวีก็ให้ดู เป็นพระพิมพ์รูปสามเหลี่ยมแบบพระพิมพ์นางโดยทั่วไป มีสีแดงเข้มแบบมันปู ลักษณะเช่นเดียวกับที่เคยได้ดูจากคุณธีระ โชติมงคล
ในครั้งแรกที่พบเห็นพระพิมพ์นี้ มีขนาดเท่ากับพระพิมพ์ใหญ่ของวัดนางพญา พิมพ์เข่าโค้งหรือเข่าตรง พิมพ์พระมีขนาดบางเพียงครึ่งของเส้นตอกตัด เนื้อละเอียด หนึกนุ่ม ไม่มีแร่ เมื่อได้เห็นแล้วก็รู้สึกชอบใจและอยากได้ จึงออกปากขอเช่าจากคุณทวี เขาก็บ่ายเบี่ยงว่าจะนำมาให้เพื่อน ไม่ได้ตั้งใจจะนำมาให้เช่าแต่ประการใด ผู้เขียนก็ยื่นข้อเสนอใหม่ว่าจะนำพระเครื่องที่มีอยู่มาให้เลือก เพื่อขอแลกเปลี่ยนกันใช้ คุณทวีก็รับปากว่าถ้ามีพระพิมพ์ที่ถูกใจก็จะเปลี่ยนให้ ตกลงผู้เขียนก็ได้นำพระพิมพ์ต่างๆ ที่เก็บไว้มาให้คุณทวีดู
ปรากฏว่าเขาชอบใจพระพิมพ์สิงห์ป้อนเหยื่อของผู้เขียน ซึ่งในเวลานั้นการเล่นหายังอยู่ที่ร้อยกว่าสองร้อยบาทเท่านั้น เมื่อคุณทวีตกลงใจแลกพระนางพญาองค์นั้นกับพระพิมพ์สิงห์ป้อนเหยื่อแล้ว ผู้เขียนยังมอบพระพิมพ์สมเด็จบางระกำ ที่เป็นของคู่กันมา ให้คุณทวีไปอีกองค์ด้วย และได้ขอร้องให้คุณทวีช่วยนำนางองค์หนามาให้ชมด้วย แต่ก็ไม่ได้ชม จนกระทั่งคุณทวีลาออกจากงานไป และไม่ได้พบกันอีกเลยจนกระทั่งบัดนี้ พระพิมพ์นางพญาองค์ที่แลกมานี้ ผู้เขียนได้ใส่กรอบและคล้องใช้รวมกับพระพิมพ์อื่นๆ มาตลอด เป็นเวลาสี่สิบกว่าปี ตั้งแต่มาอยู่ อ.บางระกำใหม่ๆ (องค์ที่เป็นพิมพ์เข่าตรง ที่ลงประกอบบทความนี้)
การที่ผู้เขียนนำเรื่องนี้มาเขียนเผยแพร่ ก็เพียงต้องการเป็นการศึกษาพระพิมพ์เก่าๆ ของจังหวัดพิษณุโลก เพื่อพิจารณาถึงความเป็นจริง ความเป็นไปได้ของพระพิมพ์วัดสุดสวาสดิ์ ที่เราหลงลืมกันหมดแล้ว โอกาสที่จะได้พระพิมพ์ของวัดสุดสวาสดิ์ เพื่อการศึกษาในปัจจุบัน นับว่ายากเย็นเป็นอย่างยิ่ง คนที่มีอยู่ก็รักและหวงยิ่งกว่าพระพิมพ์นางพญาเสียอีก (ชื่อก็ดี พุทธคุณก็สูงยิ่ง) พระนางพญา มาโด่งดังเอาเมื่อตรียัมปวาย จัดเข้าชุดพระเบญจภาคี แต่นางสุดสวาสดิ์นั้นโด่งดังในจังหวัดพิษณุโลกมาเนิ่นนานแล้ว ถ้าเทียบกันถึงคุณค่าและราคาเช่าหากันแล้ว นางวัดสุดสวาสดิ์คงไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกับพระนางพญาได้ นอกจากความหายากอย่างเดียว พุทธศิลป์ก็สู้ไม่ได้
พระพิมพ์ของวัดสุดสวาสดิ์ ประเภทเนื้อดิน เท่าที่ได้พบเห็นและนำมาศึกษาได้ ก็เป็นพระพิมพ์นาง มี พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก และพิมพ์จิ๋ว เนื้อผสมแก่ว่าน มีความละเอียด หนึกนุ่ม มองเห็นมวลสารที่เป็นว่านได้ในบางองค์ มีวรรณะหลายสี เช่น แดงเข้ม แดงอ่อน เขียว ดำ และสีสวาด เนื้อละเอียดไม่มีแร่หรือกรวดทรายปะปน
พระพิมพ์หลวงพ่อโต ที่มีพิมพ์คล้ายกับของวัดป่ามะม่วง อ.เมือง จ.สุโขทัย มีวรรณะสีเหลือง แดงอ่อน และแดงเข้ม มีข้อแตกต่างจากพระหลวงพ่อโต วัดป่ามะม่วง ก็คือ พระพักตร์ของพระหลวงพ่อโต วัดสุดสวาสดิ์ อูมมนนูน ดูอิ่มเอิบสมบูรณ์กว่าวัดป่ามะม่วง นอกจากนี้ที่พระพักตร์ของหลวงพ่อโต วัดป่ามะม่วง จะมีรอยเคลื่อนของการกดพิมพ์ หรือที่เรียกว่ารอยตำหนิของแม่พิมพ์ มีรอยบากที่ใบหน้าทุกองค์ ส่วนของวัดสุดสวาสดิ์ ไม่มีตำหนิใดๆ
ประเภทเนื้อชิน เท่าที่พบเห็นและสะสมกันมา เป็นพระพิมพ์ปางลีลา พุทธลักษณะคล้ายพระพิมพ์ปางลีลา กรุวังหิน หรือวัดสะพานหิน ที่มีศิลปะอ่อนช้อยสวยงามมาก มีทั้งเนื้อชินเงินสนิมดำ และชินตะกั่วสนิมแดง พระพุทธรูป มีหลายแบบหลายขนาด เช่น พระยืนปางห้ามญาติ ปางห้ามสมุทร มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ สูงประมาณ 8 นิ้ว ถึง 12 นิ้ว พระพิมพ์นั่งปางสมาธิ ปางมารวิชัย หน้าตัก 3 นิ้ว ถึง 6 นิ้ว สูญหายจนไม่สามารถจะหาภาพมาประกอบบทความได้ เท่าที่ได้รับฟังมาก็มีพุทธศิลป์หลายสมัย
ทัศนคติของผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องวัด สุดสวาสดิ์ มีนักเขียนรุ่นเก่าที่เคยเขียนเรื่องพระพิมพ์และวัดสุดสวาสดิ์ อยู่หลายท่าน มีข้อคิดเห็น โดยสันนิษฐาน เป็นความคิดส่วนตนว่า วัดสุด-สวาสดิ์นี้ น่าจะเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง หรือเวลาใกล้เคียงกับการสร้างวัดนางพญา เพราะไม่สามารถหาหลักฐานอะไรมาอ้างอิงให้สมเหตุสมผล สำหรับการวิจารณ์ในเวลานั้น แต่ในปัจจุบันทางกรมศิลปากรได้มาตรวจสอบโบราณสถานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ กับโบราณวัตถุที่ขุดได้และยังคงมีหลงเหลืออยู่บ้าง ถึงแม้ว่าจะไม่มีความสมบูรณ์ เป็นเพียงชิ้นส่วนที่ยังคงเก็บเอาไว้ โดยมีข้อคิดเห็นเป็นที่ยุติว่า วัดสุดสวาสดิ์ และวัดไก่เขี่ย ซึ่งมีอาณาบริเวณใกล้ๆ กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย ที่มีอายุยาวนานมาร่วม 700 ปีมาแล้ว
ตามที่เขียนไว้เมื่อเริ่มแรกของบทความ ในความคิดเห็นของผู้เขียน การที่วัดสุดสวาสดิ์มีพระพิมพ์หลวงพ่อโตที่มีพุทธลักษณะแบบเดียวกันกับของวัดป่ามะม่วงและวัดสระศรี จ.สุโขทัย ซึ่งมีพุทธศิลป์เป็นแบบในยุคสุโขทัยอย่างเห็นได้เด่นชัด แต่อาจจะต่างแม่พิมพ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้น่าคิดว่า มิใช่การนำมาบรรจุในภายหลัง เพราะต่างพิมพ์ต่างเนื้อหา วัดสุดสวาสดิ์ ก็น่าจะเป็นวัดที่สร้างขึ้นในยุคสมัยสุโขทัย หรือในเวลาที่ใกล้เคียงกัน จากพระพิมพ์หลวงพ่อโตนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างหนึ่ง อีกทั้งพระลีลา เนื้อชิน ของวัดสุด-สวาสดิ์ มีพุทธศิลป์ลีลาที่อ่อนช้อยคล้ายพระพิมพ์ลีลาวังหิน หรือสะพานหิน อ.พรหมพิราม พระพิมพ์ลีลากล้วยตาก ของสวรรคโลก หรือพระลีลากรุถ้ำหีบ ที่เป็นพระพิมพ์ลีลา ที่อยู่ในยุคสุโขทัย ที่มีรูปแบบที่คล้ายๆ กัน
บทสุดท้าย ความเชื่อถือและค่านิยมของนักสะสมรุ่นเก่าที่ว่า พระนางพญา วัดสุดสวาสดิ์ มีชื่อเสียงสูงส่งทางด้านเมตตามหานิยมยิ่งกว่า พระนางพญา วัดนางพญา มาก่อนเก่าที่นักพระเครื่องฯจะต้องแสวงหามาใช้ ในส่วนทางด้านคงกระพันและแคล้วคลาด ก็คงไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ชื่อเสียงของพระนางสุดสวาสดิ์ที่โด่งดังในอดีต ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้วัดนี้ได้กลับฟื้นฟูพัฒนาขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม เป็นค่ายธรรมปฏิบัติอบรมคุณธรรม จริยธรรม แก่พุทธมามกะและเยาวชนของชาติให้รู้จักปฏิบัติตนเป็นคนดี มีศีลธรรม จริยธรรมและคุณธรรม ในการดำรงชีวิตที่จะต้องห่างไกลจากสิ่งชั่วร้าย อบายมุขและสิ่งเสพติดทั้งหลายให้ห่างไกล เพื่อเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติในอนาคต วัดสุดสวาสดิ์ เป็นศูนย์อบรมพระพุทธศาสนา ประจำอำเภอเมืองพิษณุโลก ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างอาคารปฏิบัติธรรมเรื่อยมาจนบัดนี้ ด้วยการดูแลของพระสมุห์สมปอง ตโมณุโท เป็นอย่างดียิ่ง เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้ทางหนึ่ง
การที่จะคิดแสวงหาพระนางสุดสวาสดิ์ในปัจจุบัน ก็คงจะลำบากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร แต่ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็จะอยู่ที่นั่น บทความเรื่องนี้คงจะช่วยให้นักสะสมรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงพระพิมพ์อีกชนิดหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก ที่กำลังจะสูญหายไปจากความทรงจำของคนในอดีตและปัจจุบัน แม้ในอนาคต ถ้าเราจะให้ความสำคัญของพระชุดเบญจภาคีจนเกินเหตุ แล้วทิ้งของอื่นๆ ให้สูญสลายไปกับกาลเวลา
นางพญาสุดสวาสดิ์ ก็อาจจะเป็นทางเลือกได้ทางหนึ่ง ที่มีคุณค่าไม่แพ้พระยอดนิยมพิมพ์อื่นๆ ที่เราไม่สามารถอาจเอื้อมไปถึง เพราะคุณค่าราคาที่มนุษย์สมมติขึ้นให้หลงใหล แล้วกลายเป็นสินค้าราคาแพงที่มนุษย์เรายังยึดติดในคุณค่าของเงินตรามากกว่าจะมาสนใจในศิลปะ พุทธคุณ หรือประวัติที่น่าศึกษา ความสุขใจ ความภาคภูมิใจมันอยู่ที่เงินตราเพียงอย่างเดียวหรือไงสำหรับสังคมในยุคปัจจุบัน
หมายเหตุ การจำแนกแยกพิมพ์ทรงของพระนางสุดสวาสดิ์ ด้วยการนำแบบอย่างของวัดนางพญามาเป็นต้นแบบ มิใช่ความคิดเห็นของผู้เขียนแต่อย่างใด เป็นความคิดของนักเขียนรุ่นเก่าๆ ที่ได้เขียนบันทึกในบทความกันเอาไว้นานแล้ว เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสังเกตในการที่จะจดจำพระแต่ละพิมพ์ได้ง่ายขึ้น รูปภาพพระพิมพ์ที่นำมาประกอบบทความ บางส่วนก็ได้รับการเอื้อเฟื้อจาก
1. ตรียัมปวาย
2. คุณประชุม กาญจนวัฒน์
3. คุณผล ศรี-สมวงศ์
4. คุณไมตรี ศรีจำเริญ
5. คุณบุญรอด ตุ่มแก้ว
6. คุณวรเทพ อุดมรัตนศิลป์
ขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง
( ที่มา: ย่อจาก ลานโพธิ์ ฉบับที่ 836 เดือนสิงหาคม 2544 : พระพิมพ์นางพญา วัดสุดสวาสดิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดย...วิทยา หาญไพบูลย์ )
ลิขสิทธิ์ ? 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.
Copyright Bangkoksarn Publishing 2010.? Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.






แสดงความคิดเห็น