ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น

Tuesday
Feb 07th
ป้ายโฆษณา
หน้าแรก เที่ยวไป-ทำบุญไป ไหว้พระแดนพุทธภูมิ ตอน 1

ไหว้พระแดนพุทธภูมิ ตอน 1

อีเมล พิมพ์ PDF

ชาวคณะลานโพธิ์เดินทางไปไหว้พระแดนพุทธภูมิ ที่ประเทศอินเดีย (แผนที่ : เส้นทางจาริก อินเดีย-เนปาล)

เรื่องโดย.. กมล ฉายาวัฒนะ ภาพโดย.. กองบรรณาธิการ

คนไทยเราส่วนใหญ่เรียนรู้พุทธประวัติ จึงทราบประวัติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันค่อนข้างละเอียด เรื่องราวของพระบรมศาสดาของเราชาวพุทธจึงเป็นเรื่องที่มีหลักฐานที่ปรากฏ อาทิ ร่องรอยของสถานที่ซึ่งจมลึกอยู่ในดิน

หลักฐานที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้จัดทำไว้หลังจากพระพุทธองค์เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานเพียง 200 กว่าปี ตลอดจนพระธรรมคำสอน พระไตรปิฎกที่จดจำบอกเล่าสืบต่อกันมา ล้วนศึกษาค้นหาตลอดจนพิสูจน์ได้ หากอยากจะพิสูจน์ ซึ่งก็ดูเหมือนจะไม่มีข้อสงสัยอันใด คนไทยเราจึงน้อมรับนับถือพระพุทธศาสนาด้วยความเลื่อมใสศรัทธา อย่างแนบแน่นสืบมาช้านาน

การจะได้เข้าใกล้พระพุทธองค์ การไปนมัสการสังเวชนียสถานที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า คือ สถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่แสดงปฐมเทศนา พระอารามที่ทรงจำพรรษา เมืองต่างๆ ที่เสด็จเผยแผ่พระศาสนา และท้ายที่สุดคือสถานที่เสด็จปรินิพพาน ล้วนเป็นที่น่าสนใจและมีการเดินทางไปนมัสการ ไปไหว้พระสวดมนต์ ไปทำบุญ ตามสถานสำคัญๆ ดังกล่าวมาโดยตลอด เป็นที่กล่าวถึงกันมาช้านาน

มีบันทึก มีหนังสือให้ศึกษาเกี่ยวกับการเดินทางไปมากมายหลากหลาย ส่วนใหญ่มักเล่าถึงการเดินทางอันค่อนข้างยากลำบาก ต้องอาศัยความอุตสาหะและทรหดอดทนอย่างยิ่งจึงจะไปนมัสการสังเวชนียสถานได้ครบ ผู้คนที่ศึกษาจากเอกสารหรือหนังสือประเภทนี้หลายรายจึงพากันถอดใจ ไม่อยากก้าวเข้าไปเผชิญปัญหาร้อยแปดในการเดินทาง จึงหมดความสนใจที่จะไปนมัสการสังเวชนียสถานดังกล่าว

บางท่านตัดใจหรือรีรอไม่กล้าที่จะไป จนแทบจะหมดโอกาสเพราะวัยร่วงโรยอ่อนล้าเกินกว่าจะเดินทาง หากใครที่พอจะสามารถไปได้โดยไม่เดือดร้อนแต่ยังไม่ได้ไป จะด้วยเกรงอะไรหรือรีรออะไรอยู่ก็ตาม ถ้าไม่ได้ไปจะน่าเสียดายมาก และเชื่อว่าเมื่อได้ไปสักครั้งก็จะบอกตัวเองหรือคนอื่นๆ ว่า รู้อย่างนี้ไปเสียนานแล้ว ประการสำคัญเมื่อไปแล้วก็อยากจะไปอีก คิดวางแผนจะไปในคราวต่อๆ ไปเลยทีเดียว

แม่น้ำเนรัญชรา มองจากหน้าต่างเครื่องบิน ในสมัยพุทธกาลมีน้ำไหลตลอดปี ปัจจุบันแห้งขอดกลายเป็นแม่น้ำทราย จะมีน้ำอยู่บ้างในช่วงฤดูฝน

สังเวชนียสถานทั้งหมดอยู่ในประเทศอินเดีย ในอินเดียภาคเหนือติดต่อและเลยไปถึงเนปาล ซึ่งสรุปในช่วงแรกไว้ก่อนดังนี้

สถานที่ตรัสรู้ อยู่ที่พุทธคยา เมืองคยา สามารถเดินทางไปถึงได้ก่อน ใกล้เคียงกันมีพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า บนยอดเขาคิชฌกูฏ วัดเวฬุวัน วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นที่ประชุมสงฆ์ 1,250 รูป โดยมิได้นัดหมาย ล้วนเป็นพระสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ เกิดเป็นวันมาฆบูชา

สถานที่แสดงปฐมเทศนา ที่เมืองสารนาถ ใกล้เมืองพาราณสี เจาคันธีสถูป ที่พระพุทธเจ้าทรงพบพระปัญจวัคคีย์หลังจากที่ทรงตรัสรู้อนุตระสัมมาสัมโพธิญาณ และพระธรรมเมกขสถูป ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่ซึ่งทรงแสดงปฐมเทศนา และพระมูลคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าสถานที่สำคัญซึ่งพระพุทธเจ้าประทับนานที่สุด คือ วัดพระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาอุบาสก ผู้สร้างวัดพระเชตวันมหาวิหาร และสถูปยมกปาฏิหาริย์

สถานที่ปรินิพพาน ที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา และมกุฎพันธเจดีย์ ที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า

สถานที่ประสูติ วิหารมายาเทวี และเสาพระเจ้าอโศกที่มีอักษรพราหมีบันทึกไว้ว่าเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระเจ้าอโศกได้มาสักการะในปีที่ 20 แห่งรัชกาลของพระองค์ ณ เมืองลุมพินี ในเขตประเทศเนปาล

สวนลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ ตั้งอยู่ที่ตำบลลุมพินี ประเทศเนปาล พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ ตั้งอยู่ตำบลพุทธคยา ประเทศอินเดีย กุสินารา สถานที่ปรินิพพาน ตั้งอยู่ที่ตำบลกาเซีย ประเทศอินเดีย พาราณสี สถานที่แสดงปฐมเทศนา ตั้งอยู่ที่ตำบลสารนาถ ประเทศอินเดีย

ทั้งหมดนี้เป็นสถานที่อันเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์ ซึ่งอยู่ในตอนเหนือของประเทศอินเดียติดต่อกับเนปาล เดิมลุมพินีสถานที่ประสูติก็อยู่ในเขตอินเดีย เพิ่งปรับเป็นเขตเนปาลในภายหลัง ในพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลติดต่อกันนี้ เมื่อครั้งพุทธกาลพระพุทธองค์เสด็จโดยพระดำเนิน หรือทรงเดินด้วยพระบาทไปจนทั่ว ระยะทางจากแต่ละแห่งล้วนห่างไกลและกันดาร เช่น เมื่อทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ที่เคยมาเป็นศิษย์ตั้งแต่เมื่อแรกออกบวช และน่าจะเป็นผู้ที่ได้รับการสั่งสอนจากพระองค์ก่อนผู้อื่น จึงต้องทรงพระดำเนินจากพุทธคยาไปยังเมืองสารนาถ ระยะทางปัจจุบันนี้คือ 270 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 11 วัน

แต่เดี๋ยวนี้ก็ดีขึ้นนิดหน่อย เพราะระยะทางขนาดนี้ ถนนปัจจุบันเป็นถนนลาดยางสองเลนพอวิ่งสวนกันได้ แต่นั่งรถบัสกว่าจะถึงก็ต้องใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม การเดินทางตามสถานที่อันเป็นสังเวชนียสถานสำคัญเหล่านี้ ในปัจจุบันมีเครื่องบินบ้าง รถบัสปรับอากาศบ้าง ช่วยให้การเดินทางสะดวกสบาย จนผู้สูงอายุก็สามารถเดินทางได้โดยไม่ลำบากนัก ซึ่งจะได้เล่าโดยละเอียดเป็นช่วงๆ ไป

การเดินทาง
สมัยก่อนการเดินทางใช้เครื่องบิน รถไฟ และรถบัสโดยสาร ค่อนข้างลำบากและเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมาก โดยเฉพาะรถไฟนั้นเป็นการเดินทางร่วมกับชาวอินเดียโดยทั่วไป ขึ้นชื่อในเรื่องของความแออัดยัดเยียด ใครที่ไปมาแล้วมาเล่าให้ฟังก็พากันท้อไปตามๆ กัน

ปัจจุบันมีการเดินทางที่สะดวกกว่า คือมีเครื่องบินของการบินไทยบินไปถึงเมืองคยาหรือพุทธคยาและพาราณสี การเดินทางต่อจากนั้นก็ใช้รถบัสปรับอากาศ แม้ถนนจะยังคงไม่ต่างไปจากเดิม แต่ก็เป็นการเดินทางที่เป็นสัดเป็นส่วน ใช้เวลามากน้อยตามสภาพถนน และมีการจัดจุดแวะพักที่ค่อนข้างเหมาะสม การใช้ห้องน้ำระหว่างเดินทางไม่ลำบากลำบนเหมือนแต่ก่อน ถ้าเป็นการเดินทางกับทัวร์เอื้องหลวงของการบินไทย ช่วยแก้ปัญหาได้ชะงัดสองอย่างคือ เรื่องอาหารการกิน

อาหารอินเดียตามโรงแรมหรือภัตตาคาร จะหาที่พอถูกปากคนไทยได้น้อยมาก ผลไม้เห็นมีหลายอย่างแต่รสชาติต่างจากผลไม้ไทยอย่างสิ้นเชิง ทาง ทัวร์เอื้องหลวง จึงจัดแม่ครัวพร้อมเสบียงอาหารเดินทางไปด้วยกัน ทำกับข้าวไทยให้กินทุกมื้อ หมดปัญหาไป การใช้ห้องน้ำระหว่างการเดินทางโดยรถยนต์ ซึ่งเคยใช้วิธีจอดรถตามที่โล่งๆ แล้วแยกหญิงไปทางซ้ายชายไปทางขวา หายิงกระต่ายเก็บดอกไม้กันตามอัธยาศัย ผู้หญิงต้องนุ่งกระโปรงบานๆ หรือไม่ก็ต้องกางร่มล้อมรอบตัวเพื่อปฏิบัติการ ทางทัวร์เอื้องหลวงได้แนวคิดจากพวกดาราที่ไปไหว้พระ จัดทำเป็นเต็นท์เข้าไปทำธุระกันอย่างสะดวก แก้ปัญหาได้มาก

ในเส้นทางก่อนจะข้ามแดนอินเดียไปยังลุมพินีในเขตเนปาล ท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราและทำหน้าที่เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี ในฐานะพระธรรมทูต ท่านได้จัดสร้างพุทธวิหาร สาลวโนทยาน 960 ก่อนที่จะข้ามเขตแดน เป็นที่พักของพระสงฆ์ มีห้องน้ำให้แวะได้อย่างสะดวก และบางครั้งเมื่อเดินทางมีอุปสรรคขัดข้อง มาไม่ทันด่านปิดก่อน ก็สามารถแวะพักได้โดยไม่ต้องย้อนกลับไปหาที่พักห่างไกล การเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่ง จึงไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป

เจดีย์พุทธคยา มหาเจดีย์พุทธคยา สูง 51 เมตร ส่วนฐานกว้างด้านละ 85 เมตร ผู้เลื่อมใสศรัทธาหลั่งไหลเข้ากราบนมัสการโดยรอบทั้ง 4 ทิศ ของมหาเจดีย์ อีกมุมหนึ่งของพุทธคยา

พุทธคยา
เครื่องบินของการบินไทย เที่ยวบินที่ ๘๘๒๐ จากกรุงเทพฯลงที่สนามบินนานาชาติ เมืองคยา หลังจากผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ก็ขึ้นรถบัสเดินทางไปยังโรงแรมที่พัก จัดข้าวของล้างหน้าล้างตาแล้วก็ออกเดินทางไปยังพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธองค์ ซึ่งทั้งสองที่อยู่ห่างกันออกไปไม่มากนัก รถบัสส่งในจุดที่ห่างจากทางเข้าพุทธคยาพอควร ต้องลงเดินข้ามถนนท่ามกลางรถสามล้อเครื่อง รถสามล้อถีบและผู้คนที่เดินถนนมากมาย

เราได้พบสัญลักษณ์ความเป็นเศรษฐีของตนเองเพราะมีเด็กขอทานเข้ามารุมล้อมมากมาย ถัดไปเมื่อใกล้ทางเข้าพุทธคยาก็เริ่มมีพวกใหม่ ท่ามกลางฝูงชนคลาคล่ำ มีคนอินเดียท่าทางน่าสงสารพยายามเข้ามาขายของสารพัดชนิด โดยเฉพาะดอกไม้บูชาพระ พอเห็นหน้าตาเราเป็นคนไทย ก็พากันร้องว่า ?มาลาๆ? ส่วนเด็กๆ ที่ขอทาน ก็จะเกาะติดแทบแกะไม่ออก เราต้องเดินหลีกผู้คนเหล่านี้และเข้าประตูผ่านไป

ที่จุดนี้ กล้องถ่ายรูปและกล้องถ่ายวิดีโอ ต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อน และเก็บบัตรไว้เป็นหลักฐาน เราไปถอดรองเท้าแอบไว้ที่ข้างอาคารสำนักงาน และเดินเท้าเปล่าเข้าไปยังลานรอบๆ เจดีย์พุทธคยา

พระอาจารย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะพระวิทยากร ที่พระธรรมทูตไทยประจำประเทศอินเดียได้จัดมาให้คณะของเรา ท่านได้นำเดินเวียนประทักษิณรอบนอกพระมหาเจดีย์ แล้วพาไปอธิบายที่เสาอโศกจำลองและแวะดูสระมุจลินท์ที่อยู่ใกล้ทางผ่านก่อน เพราะวันนี้ผู้คนหนาแน่นมาก

สระมุจลินทร์ (จำลอง) พระยามุจลินทนาคราช ได้เข้าถวายอารักขาด้วยการแผ่พังพานพร้อมด้วยขนด 7 รอบ เพื่อป้องกันความหนาว ลม ฝน แดด เหลือบ ยุง มิให้เบียดเบียนพระพุทธองค์(จำลอง)

สระมุจลินท์ นี้ จำลองจากสถานที่จริงในสมัยพุทธกาลที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์เสด็จมาเสวยวิมุตติสุข ประทับที่โคนไม้มุจลินท์ เป็นเวลา 7 วัน ในสัปดาห์ที่ 6 หลังจากที่ทรงตรัสรู้แล้ว บริเวณที่ประทับนั้นอยู่ริมสระน้ำ ช่วงที่ประทับอยู่นั้นมีพายุเมฆฝนมา ฝนตกพรำตลอด 7 วัน พระยามุจลินท์นาคราชได้เข้าถวายอารักขาด้วยการแผ่พังพานพร้อมด้วยขนด 7 รอบ เพื่อป้องกันความหนาว ลม ฝน แดด เหลือบ ยุง มิให้เบียดเบียนพระพุทธองค์ เมื่อฝนหยุดตกแล้ว พระยามุจลินท์นาคราชจึงคลายขนด แล้วจำแลงรูปของตนเป็นมานพหนุ่มถวายนมัสการ ณ เบื้องพระพักตร์ พระองค์จึงทรงเปล่งพระอุทานว่า ?ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้สันโดษ ผู้มีธรรมปรากฏแล้ว ผู้เห็นอยู่ ความไม่เบียดเบียนคือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก?

 เสาอโศก ที่จำลองไว้ใกล้กับสระมุจลินทร์

สำหรับ เสาอโศก ที่จำลองไว้ใกล้กับสระมุจลินทร์นี้ เป็นหลักฐานที่ พระเจ้าเทวานัมปิยาติสสะ หรือ พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชธานีปาฏลีบุตร พระมหาราชผู้ทรงรับนับถือและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา รัชสมัยของพระองค์อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 หลังจากพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว 200 กว่าปี ได้เที่ยวสักการะสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง และได้สร้างสถูปเจดีย์เพื่อสักการบูชา สร้างเสาอโศกพร้อมมีจารึกไว้เป็นหลักฐานทุกแห่ง สำหรับที่พุทธคยาเหลือเพียงเสาจำลองที่เห็นนี้เท่านั้น

มหาเจดีย์พุทธคยา เป็นมหาเจดีย์ที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างขึ้นก่อน และได้รับการบูรณะต่อเติมเสริมเพิ่มขึ้นอีกในภายหลัง เมื่อราว พ.ศ.674 พระเจ้าหุวิชกะ กษัตริย์แคว้นมคธ ทรงช่วยสร้างเสริมเป็นต้นแบบในฐานะเป็นมหาสถูปใหญ่ของพระพุทธศาสนา พระถังซัมจั๋ง นักบวชจีนที่เข้าไปจาริกอยู่ในอินเดียเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 13 ได้บันทึกว่า ชื่อ มหาโพธิ์วิหาร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ปัจจุบัน สูงประมาณ 51 เมตร ส่วนฐานของมหาเจดีย์กว้างด้านละ 85 เมตร มีวิหารในองค์พระเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเมตตา มหาเจดีย์นี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ 4 มีอายุ 131 ปี โพธิบัลลังก์ พระแท่นวัชรอาสน์

ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์มีพระแท่นวัชรอาสน์ อยู่ระหว่างพระศรีมหาโพธิ์และพระมหาเจดีย์ พระแท่นวัชรอาสน์เป็นแท่นหินสี่เหลี่ยม มีลวดลายสวยงามสลักอยู่โดยรอบ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างไว้เป็นอนุสรณ์ว่า ณ บริเวณพระแท่นนี้เป็นที่ประทับที่ทรงตั้งพระปณิธานว่าจะไม่ลุกขึ้นหากยังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ จึงเป็นที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเมื่อวันเพ็ญ เดือน 6

ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้ตามพระพุทธประวัติกล่าวว่า เป็นต้นไม้คู่พระบารมีและเป็นสหชาติของพระพุทธเจ้า เมื่อวันพระพุทธเจ้าประสูตินั้นมีสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกัน 7 สิ่ง คือ

พระนางยโสธราหรือพิมพา
พระอานนท์
อำมาตย์กาฬุทายี
นายฉันนะ
ม้ากัณฐกะ
ต้นพระศรีมหาโพธิ์
ขุมทรัพย์ทั้ง ๔

พระพุทธเจ้าประทับและตรัสรู้ใต้ควงไม้โพธิ์นี้ โดยในปฐมยามทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ สามารถระลึกชาติหนหลังได้ทั้งสิ้น ต่อมามัชฌิมยามทรงบรรลุจตูปปาตญาณ รู้การเกิดการตายของสรรพสัตว์ และในปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงพระปรีชาสามารถทำลายอาสวกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไป ด้วยพระปัญญาที่ทรงพิจารณาธรรม โดยอนุโลมปฏิโลมก็ทรงบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในสมัยรุ่งอรุณเพ็ญเดือน 6 ทรงเบิกบานพระทัยอย่างสูงสุด ถึงกับทรงเปล่งพระอุทานเย้ยตัณหาอันเป็นตัวก่อให้เกิดสังสารวัฏฏ์ทุกข์แก่พระองค์แต่อดีตชาติว่า ?อเนกชาติสังสารัง ฯลฯ? ทรงชนะพระยามารและเหล่าเสนามารได้ในสถานที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน

พระพุทธรูป หลวงพ่อพุทธเมตตา พิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้เลื่อมใสศรัทธาหลั่งไหลเข้ากราบนมัสการโดยรอบทั้ง 4 ทิศ ของมหาเจดีย์ ผู้คนที่โน่น เขาเลื่อมใสศรัทธากันจริงๆนะครับ

การมาสักการะ ณ พระแท่นวัชรอาสน์แห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนการได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหน้าที่ประทับ พระอาจารย์วิทยากรได้นำนั่งสวดมนต์สรรเสริญพระพุทธคุณและเจริญสมาธิ ต่อจากนั้นจึงได้เดินประทักษิณรอบพระมหาเจดีย์แล้วไปแวะนมัสการพระพุทธเมตตาที่วิหารด้านหน้าพระมหาเจดีย์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้ นับเป็นต้นที่ 1 ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชเสด็จไปนมัสการอยู่เป็นนิตย์ จนพระมเหสีองค์ใหม่ชื่อพระนางดิษยะรักษิตมีจิตริษยาต้นพระศรีมหาโพธิ์ และทำลายต้นมหาโพธิ์นี้เสีย พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเสียพระทัยมากจนทรงพระประชวร และสิ้นพระชนม์ภายใน 4 เดือนต่อมา

ผู้คนพากันสวดอธิฐานขอพร

แต่ด้วยสัตย์อธิษฐานของพระเจ้าอโศก ต้นโพธิ์ได้แตกหน่อเจริญขึ้นมาใหม่เป็นรุ่นที่ 2 แล้วต่อมาราว พ.ศ.1100 กษัตริย์ฮินดูจากแคว้นเบงกอลก็ได้ทำลายต้นมหาโพธิ์ลงอีก นับอายุต้นโพธิ์ได้ 871 ปี

พระเจ้าปูรณวรมัน กษัตริย์องค์สุดท้ายในราชวงศ์ของพระเจ้าอโศก ที่ครองแคว้นมคธ ทรงโศกเศร้าเสียพระทัยที่ต้นมหาโพธิ์ถูกทำลาย ได้ทำนุบำรุงรากโพธิ์ที่เหลืออยู่จนต้นโพธิ์แตกหน่องอกงาม สมัยพระถังซัมจั๋งเข้าไปอินเดียได้สักการะมหาโพธิ์ต้นนี้ ซึ่งเจริญงอกงามจนหมดอายุขัยตามธรรมชาติ 1,258 ปี

พระทิเบตสวดมนต์ขอพรจากพระพุทธองค์ ร้านค้าแบกะดิน ด้านหน้าทางเข้ามหาเจดีย์พุทธคยา ข้าวของทำบุญจำนวนมาก จากผู้มีจิตศรัทธา

พระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 3 นี้ล้มลงเมื่ออินเดียอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ พ.ศ.2423 นายพลเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษกำลังบูรณะบริเวณพุทธคยาอยู่พอดีขณะเมื่อต้นโพธิ์ล้มลง นายพลคันนิงแฮมได้พบหน่อพระมหาโพธิ์และปลูกขึ้นใหม่ เป็นพระศรีมหาโพธิ์ต้นปัจจุบัน นับเป็นรุ่นที่ 4 ซึ่งมีอายุได้ 131 ปี (พ.ศ.2553)

ในวิหารภายในองค์พระมหาเจดีย์พุทธคยา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเมตตา สลักจากหินแกรนิตสมัยปาละ ปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานบัว ที่ตั้งอยู่บนฐานศิลาสลักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ อีกชั้นหนึ่ง พระพักตร์สวยงาม พระเนตรมองต่ำลงประกอบกับพระโอษฐ์แย้มน้อยๆ เปี่ยมไปด้วยความเมตตา มีประวัติกล่าวว่า เมื่อครั้งพระพุทธศาสนาถูกรุกรานทำลาย โดยมีการทำลายพระพุทธรูปมากมาย

กษัตริย์ต่างศาสนาได้เข้ามาพบพระพุทธเมตตา แต่เห็นพระพักตร์แล้วไม่อาจทำลายได้ จึงสั่งให้นายทหารผู้หนึ่งไปทำลายและตั้งเทวรูปขึ้นแทน ทหารผู้นั้นเมื่อมาเห็นพระพุทธเมตตาก็ทำลายไม่ลง และยังเกรงว่าจะต้องตกนรกหมกไหม้ จึงปรึกษากับชาวพุทธที่มีศรัทธาและร่วมกันปกปิดสร้างกำแพงขึ้นหน้าพระพุทธเมตตาแล้วตั้งเทวรูปขึ้นหน้ากำแพงนั้น แล้วกลับไปกราบทูลกษัตริย์ของตน แต่ในไม่ช้ากษัตริย์พระองค์นั้นก็เจ็บปวดประชวรหนักและสิ้นพระชนม์ด้วยความทรมาน ทหารจึงกลับมาที่พุทธคยา ทำลายกำแพงกั้นหน้าพระพุทธรูปออก ปรากฏว่า ตะเกียงน้ำมันที่จุดเป็นพุทธบูชาไว้ยังลุกโพลงอยู่เหมือนเดิม

พระวิทยากร นำคณะสวดมนต์ทำวัตรเย็น ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระทิเบต สวดมนต์ทำวัตรเช้า ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ช่วงนั้น (ปลายมกราคม 2553) ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวพุทธจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกมานมัสการพระมหาเจดีย์และต้นพระศรีมหาโพธิ์จำนวนมาก โดยเฉพาะชาวธิเบตและภูฐาน ประจวบกับเป็นเวลาที่ ดาไลลามะ ประมุขศาสนาของธิเบตได้เสด็จมาที่นี่ จึงมีชาวธิเบตทั้งพระและฆราวาสจำนวนหลายแสนคนมาชุมนุมอยู่ที่นี่ และพากันสักการะนมัสการกันเต็มลานพระมหาเจดีย์ เพราะฆราวาสชาวธิเบตนั้นไหว้พระสักการะด้วยวิธี ?อัฏฐฎางคประดิษฐ์? เป็นการไหว้กราบที่เพิ่มมากขึ้นกว่า เบญจางคประดิษฐ์ จะไหว้กราบทีหนึ่งจึงกินเนื้อที่มาก เพราะต้องกราบเหยียดยาวลงไปกับพื้นและเดินหน้ากราบไปเรื่อยๆ รอบๆ พระมหาเจดีย์พุทธคยา

อ่านต่อฉบับหน้า

(ที่มา: ลานโพธิ์ ฉบับที่ 1042 เดือนมีนาคม 2553 : ไหว้พระแดนพุทธภูมิ ตอน 1 เรื่องโดย.. กมล ฉายาวัฒนะ ภาพโดย.. กองบรรณาธิการ)

ลิขสิทธิ์ ? 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.

Copyright Bangkoksarn Publishing 2010.? Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.

แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ 09 กันยายน 2010 เวลา 14:49 น. )