ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น

Tuesday
Feb 07th
ป้ายโฆษณา
หน้าแรก เที่ยวไป-ทำบุญไป ไหว้พระแดนพุทธภูมิ ตอน 2

ไหว้พระแดนพุทธภูมิ ตอน 2

อีเมล พิมพ์ PDF

เรื่องโดย.. กมล ฉายาวัฒนะ ภาพโดย.. กองบรรณาธิการ

บนยอดเขาคิชฌกูฏมีพระคันธกุฎี เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า

ต่อจากฉบับที่แล้ว...

วันที่สองเป็นการเดินทางจากพุทธคยา ไปนมัสการพุทธสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ เขาคิชฌกูฏ เมืองราชคฤห์ (เก่า) นั่งรถจากพุทธคยาไปราว 2 ชั่วโมงครึ่งการเดินทางในอินเดียบอกเป็นระยะทางกิโลเมตรจะต่างจากความคุ้นเคยของเรา เพราะเราอาจจะคิดเป็นเวลาเดินทางว่าชั่วโมงละ 80 หรืออย่างน้อยก็ 60 กม. แต่ในอินเดียสภาพถนนที่ค่อนข้างแคบ ยิ่งหากตัดผ่านตลาด หรืออยู่ๆ ก็มีตลาดเข้ามาอยู่กับถนน มีเกวียน มีวัว คนเดิน จักรยาน ฯลฯ ทำให้ต้องนับว่าจะไปที่ใดที่หนึ่ง เคยไปได้โดยประมาณในเวลากี่ชั่วโมง ถ้าเป็นทางยาวระยะทางโดยเฉลี่ยเทียบได้ชั่วโมงละเพียง 30-40 กม. เท่านั้น

?

ภูเขาคิชฌกูฏ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จมายังกรุงราชคฤห์ พระองค์ทรงประทับพักผ่อนพระ อิริยาบถที่นี่เป็นประจำ บนยอดเขามีพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า, กุฎีพระอานนท์, กุฎีพระ มหาโมคคัลลานะ และถ้ำสุกรขาตา ที่พระสารีบุตรสำเร็จอรหันต์ ทางขึ้นสู่ภูเขาคิชฌกูฏในปัจจุบัน ถนนโบราณเรียกว่า ถนนพระเจ้าพิมพิสาร ในครั้ง พุทธกาลเป็นทางพุทธดำเนินของพระบรมศาสดา และพระเจ้าพิมพิสาร มีบริการเสลี่ยงหามของชาวพื้นเมือง มีที่นั่งแขวนติดกับไม้คานอันใหญ่ นั่งเรี่ยๆ พื้นไป ไม่น่ากลัว ตั้งราคาไว้ไปกลับ 800 รูปี แต่พอไปกลางทางมักจะอิดออดว่าไม่ ไหว ต้องเพิ่มอีกสัก 200 รูปี ก็จะหามปลิว ทั้งๆ ที่ตามปกติเมื่อกลับมาส่งถึงที่ก็จะมีการทิปอยู่ แล้ว

ขาคิชฌกูฏ
บนยอดเขาคิชฌกูฏมี พระคันธกุฎี เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า มีทางบันไดขึ้นไปแบบขั้น กว้างๆ เดินสบาย ประมาณ 750 เมตร เดินได้ในเวลาประมาณ 30 นาที สำหรับผู้อาวุโสหรือแข้งขาไม่ค่อยแข็งแรง ปวดหัวเข่า ก็มีบริการเสลี่ยงหามของชาวพื้นเมือง มีที่นั่งแขวนติดกับไม้คานอันใหญ่ นั่งเรี่ยๆ พื้นไป ไม่น่ากลัว ตั้งราคาไว้ไปกลับ 800 รูปี แต่พอไปกลางทางมักจะอิดออดว่าไม่ไหว ต้องเพิ่มอีกสัก 200 รูปี ก็จะหามปลิว ทั้งๆ ที่ตามปกติเมื่อกลับมาส่งถึงที่ก็จะมีการทิปอยู่แล้ว

ถ้ำสุกรขาตา อันแปลว่า ?ถ้ำคางหมู? ที่พักพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ผู้มากด้วย ปัญญาสำเร็จพระอรหันต์ พระเจ้าพิมพิสารให้ได้กองทหารที่ติดตามมาพักอยู่ตรงนี้แล้วพระองค์ทรงเดินเท้าต่อ

ระหว่างทางขึ้นเขา แวะกราบสักการะ ถ้ำสุกรขาตา สถานที่ซึ่งพระสารีบุตรบรรลุเป็นพระอรหันต์ ถ้ำสุกรขาตาอยู่ริมเส้นทางที่เดินขึ้นยอดเขาคิชฌกูฏ ลักษณะเป็นเหมืองเพิงหินที่พอเข้าไปอาศัยหลบแดดหลบฝนได้ เป็นเพิงผาที่มีรูปร่างเหมือนคางหมู ทำให้ได้ชื่อดังกล่าว เมื่อมาถึงถ้ำแห่งนี้ พระอาจารย์วิทยากรได้จัดให้จุดธูปเทียนบูชาและไหว้พระสวดมนต์ เพราะที่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง

เมื่อวันเพ็ญเดือนสาม ณ ถ้ำแห่งนี้ พระสารีบุตร เพิ่งอุปสมบทได้ 15 วัน กำลังถวายงานพัดขณะเมื่อพระพุทธองค์ตรัสแสดงธรรมในเวทนาปริคคหสูตร โปรดทีฆนขอัคควิเสสนโคตรปริพาชก หรือเรียกสั้นๆ ว่า ทีฆนขปริพาชก ซึ่งเป็นผู้ที่ประกาศว่าตนไม่ยึดถือทัศนะใดๆ พระพุทธองค์ตรัสย้อนว่าที่ไม่ยึดถือนั่นแหละยึดถือ ทรงสอนเรื่องการละทิฏฐิ เรื่องเวทนา ทรงพระพุทธองค์ตรัสย้อนว่าที่ไม่ยึดถือนั่นแหละยึดถือ ทรงสอนเรื่องการละทิฏฐิ เรื่องเวทนา ทรงชี้ให้เห็นความไม่เที่ยงของเวทนา เมื่อรู้ว่าไม่เที่ยงก็เบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายก็หลุดพ้นในที่สุด

ผู้ที่มีจิตหลุดพ้นแล้วย่อมไม่วิวาทกับใครๆ สิ่งใดที่เขาพูดกันในโลก ก็พูดตามโวหารเท่านั้นแต่ไม่ยึดถือ พระสารีบุตรกำลังนั่งถวายงานพัด ดำรงสติระลึกตามกระแสพระธรรมคำสอน ด้วยปัญญาอันยิ่ง เมื่อจบพระธรรมเทศนาลง จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะความไม่ถือมั่น ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ส่วน ทีฆนขปริพาชก บรรลุโสดาปัตติผล ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน

?สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา?

 ถ้ำพระโมคคัลลานะ ที่พักพระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย เป็นผู้มีฤทธานุภาพมาก เปรียบประหนึ่งว่าผู้ที่จะเข้ามาเฝ้าจะต้องพบพระสาวกที่มากไปด้วยฤทธิ์เสียก่อน

ถัดไปอีกเล็กน้อย ถึงถ้ำอีกแห่งหนึ่งภายใต้ชะง่อนหินโขดใหญ่ๆ มีเพิงผาเรียกว่า ถ้ำพระโมคคัลลานะ ในจุดที่ก่อนจะขึ้นถึงพระคันธกุฎี ที่ประทับของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโมคคัลลานะ เป็นพระอัครสาวกที่ใกล้ชิดพระพุทธเจ้าเคียงคู่กับพระสารีบุตร เมื่ออุปสมบทได้ 7 วัน พยายามหลีกไปบำเพ็ญเพียรห่างไกล และอยู่ในภาวะบีบคั้นตลอด 7 วัน พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทานพระโอวาท

ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล จักละความโงกง่วงได้ อนึ่ง เธอพึงศึกษาอย่างนี้ อีกว่า เราจักไม่ถือตัวเข้าไปสู่ตระกูล เราจักไม่พูดถ้อยคำอันจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน เราจักไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยหมู่ชนทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต แล้วตรัสธาตุกัมมัฏฐานว่าด้วย การพิจารณากาย ด้วยอำนาจแห่ง ธาตุ 6 คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุอากาศธาตุ และ วิญญาณธาตุ ว่าธาตุเหล่านั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ควรยึดมั่นด้วยตัณหาและทิฏฐิ จบพระธรรมเทศนา พระโมคคัลลานะได้บรรลุอรหัตผล

หลังจากอุปสมบทแล้ว 7 วัน พระสูตรนี้เป็นทั้งโอวาท เป็นทั้งวิปัสสนา สำหรับพระโมคคัลลานเถระผ่านหน้าถ้ำนี้เป็นช่วงทางชันสองระดับ ก็จะเข้าสู่พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า ก่อนจะถึง มูลคันธกุฎี มีซากอิฐเป็นฐานสี่เหลี่ยมติดหน้าผา เชื่อกันว่าเป็นที่พักของ พระอานนท์ ยอดอุปัฏฐากผู้เป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้า ได้ตามเสด็จไปทุกหนแห่งประดุจเงาตามตัว และได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่า เป็นเลิศทางพหูสูต ที่ทรงจำพระธรรมไว้ได้ทั้งหมด

อานันทกุฎี ที่อยู่พระอานนท์พุทธอนุชาตลอดเวลา 25 ปี ที่ทำหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก

เรื่องหนึ่งที่พระพุทธองค์โปรดประทานพระอานนท์ไว้ก็คือ เมื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่ใดต้องกลับมาแสดงให้พระอานนท์ฟังอีกครั้ง และพระอานนท์ก็จำไว้ได้ทั้งหมด มูลคันธกุฎี แห่งเขาคิชฌกูฏนี้ เป็นที่ซึ่งชาวพุทธถือว่าเป็นสถานที่สำคัญ พากันมากราบไหว้บูชาเพื่อระลึกถึงพระพุทธองค์ที่เสด็จมาประทับ ณ ยอดเขาแห่งนี้อยู่เสมอ เป็นที่แสดงพระ
ธรรมหลากหลายพระสูตร ผู้มาถึงสถานที่แห่งนี้เหมือนว่าได้มาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ดวงจิตมีแต่ความปีติเบิกบานอย่างน่าอัศจรรย์

 พระคันธกุฎี ที่ประทับส่วนพระองค์ของพระบรมศาสดาบนยอดเขาคิชฌกูฏ เดิมเคยมี พระพุทธรูปหินทรายแดงประดิษฐานอยู่ด้านใน ต่อมา พ.ศ.2520 กรมโบราณคดีได้นำไปเก็บ รักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เมืองนาลันทา

พระคันธกุฎี นี้มีลักษณะเป็นเพียงกุฎีแคบๆ เพียงนั่งและนอนได้เท่านั้น เมื่อเรามาสักการะ การนั่งรายล้อมภายนอก ถวายธูปเทียนเครื่องสักการะ ปิดทองเป็นพุทธบูชาและการสวดมนต์ภาวนา สรรเสริญพระกรุณาธิคุณขององค์พระศาสดา เจริญจิตภาวนา และเดินเวียนประภาวนา สรรเสริญพระกรุณาธิคุณขององค์พระศาสดา เจริญจิตภาวนา และเดินเวียนประทักษิณรอบพระคันธกุฎีนี้ก็สร้างความอิ่มเอิบปีติมากมายมหาศาล ในเส้นทางที่เดินขึ้นลงยอดเขาคิชฌกูฏนี้ เมื่อครั้งพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธในครั้งนั้นก็เสด็จไปกราบพระพุทธเจ้าตามเส้นทางนี้เช่นกัน

วัดเวฬุวันมหาวิหาร อารามแห่งแรกในพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่ทรงประทานเอหิภิกขุ อุปสัมปทาแด่อัครสาวกสองท่านคือ พระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร ยังเป็นที่แสดง โอวาทปาติโมกข์ ในวันเพ็ญ เดือน 3 คือวันมาฆบูชา แก่พระอรหันต์สาวกจำนวน 1,250 รูป ที่มารวมกันโดยไม่ได้นัดหมาย และยังเป็นพระที่พระพุทธองค์ทรงประทานเอหิภิกขุ อุปสัมปทาทั้งหมดด้วย สวนป่าไผ่เวฬุวัน กรมโบราณคดีได้ปลูกไม้ไผ่ไว้รายรอบ สมกับเป็นอารามป่าไผ่ตามความ หมาย ?เวฬุวัน?

ต่อจากนี้ไปที่ วัดเวฬุวัน วัดแห่งแรกของพระพุทธศาสนา ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารพระราชทานพระราชอุทยานสวนป่าไผ่ และทรงสร้างวัดเวฬุวันถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธเจ้า ด้านหน้าวัดมีอาคารศาลาทรงไทยซึ่ง หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ได้สร้างไว้เมื่อครั้งท่านเดินทางมาสักการะวัดเวฬุวันแห่งนี้ ป่าไผ่แห่งวัดเวฬุวันปัจจุบันเหลือต้นไผ่อยู่ไม่มากนัก แต่ก็มีไม้อื่นๆ ขึ้นร่มรื่น มีสระน้ำใหญ่ และมีการปรับภูมิทัศน์รื่นรมย์สวยงาม ที่เป็นศูนย์กลางของวัดเวฬุวันในปัจจุบันคือสถูปเล็กๆ
ประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ปางประทานพระโอวาทปาติโมกข์ องค์พระสูง 42 นิ้ว คณะผู้จาริกแสวงบุญสักการะจุดสำคัญของวัดเวฬุวัน ณ ที่นี้

อาคารศาลาทรงไทยซึ่ง หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ได้สร้างไว้เมื่อครั้งท่านเดินทางมาสัก การะวัดเวฬุวันแห่งนี้

วัดแห่งนี้เป็นที่ประชุมพระอรหันต์ 1,250 รูป ที่มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย พระทั้งหมดล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือเป็นพระที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ทั้งสิ้น วันนั้นตรงกับวันเพ็ญเดือนสาม มาฆปูรณมี พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์ นับเป็นมาฆบูชาครั้งแรกณ วัดเวฬุวันแห่งนี้

ต่อจากวัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ เดินทางต่อไปยัง เมืองนาลันทา แวะไปนมัสการ ?หลวงพ่อดำ? พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่รอดพ้นจากการถูกทำลายในพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งพวกอิสลามกวาดล้างทำลายพระพุทธศาสนา ฆ่าพระสงฆ์ ทำลายพระพุทธรูปและเผาทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก หลวงพ่อดำก็ถูกทำลายด้วย
เช่นกัน แต่ไม่สามารถทำลายได้ และแม้มีผู้พยายามจะนำท่านไปที่อื่นก็ไม่สำเร็จ องค์พระหลวงพ่อดำคว่ำหน้าจมดินอยู่ ณ ที่นี้เอง ไม่ยอมเคลื่อนย้ายไปไหน

หลวงพ่อดำจมอยู่ใต้พื้นดิน เมื่องครั้งที่กองทัพมุสลิมเติร์กเข้าโจมตียาวนานถึง 700 ปี ค้น พบโดย ดร.สปูนเนอร์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2458 พระพุทธปฏิมากรหลวงพ่อดำ แกะจากหินสีดำ สูง 70 นิ้ว กว้าง 58 นิ้ว สร้างโดยพระเจ้า เทวปาละ ราว พ.ศ.1353

หลวงพ่อดำเป็นพระพุทธรูปแกะสลักจากหินแกรนิตสีดำ สูง 70 นิ้ว หน้าตักกว้าง 58 นิ้วศิลปะแบบปาละ กล่าวกันว่าสร้างโดย พระเจ้าเทวปาละ ราว พ.ศ.1353 เมื่อกองทัพมุสลิมเติร์กเข้าโจมตี ได้จมดินอยู่นานถึง 700 ปี นักโบราณคดีชาวอังกฤษพบเมื่อ พ.ศ.2458

เด็กๆ อินเดีย (ขอทาน) วิ่งมาต้อนรับคณะทัวร์ไทยบริเวณด้านหน้าหลวงพ่อดำ

ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของชาวบ้านและไม่ยอมให้ทางการเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นที่เคารพนับถือและเชื่อมันในความศักดิ์สิทธิ์ สามารถรักษาเด็กที่เกิดมาซูบผอมให้อ้วนท้วนแข็งแรงได้ โดยบิดา-มารดานำเด็กที่เจ็บป่วยหรือซูบผอมนำน้ำมันเนยไปอธิษฐานจิตต่อองค์หลวงพ่อ แล้วเอาน้ำมันเนยชโลมให้ทั่วองค์หลวงพ่อ และลูบเอาน้ำมันจากองค์หลวงพ่อมา
ลูบให้ทั่วตัวเด็ก เด็กก็จะแข็งแรงอ้วนท้วนขึ้น บางทีชาวอินเดียจึงเรียกว่า หลวงพ่อน้ำมัน หรือ หลวงพ่ออ้วน

อ่านต่อฉบับหน้า

( ที่มา: ลานโพธิ์ ฉบับที่ 1043 เดือนมีนาคม 2553 : ไหว้พระแดนพุทธภูมิ ตอน 2 เรื่องโดย..กมล ฉายาวัฒนะ ภาพโดย.. กองบรรณาธิการ )

ลิขสิทธิ์ ? 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.

Copyright Bangkoksarn Publishing 2010.? Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.

แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ 09 กันยายน 2010 เวลา 14:46 น. )