เรื่องโดย.. กมล ฉายาวัฒนะ ภาพโดย.. กองบรรณาธิการ
ต่อจากฉบับที่แล้ว
ย้อนกลับมาที่ เมืองนาลันทา มีมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก มีความสำคัญและยิ่งใหญ่มากในอดีต เมื่อครั้งพุทธกาล เคยเป็นสวนมะม่วงของทุสสปาวาริกเศรษฐี ได้ถวายให้พระพุทธเจ้าเป็นเพียงวัดแห่งหนึ่ง ต่อมาได้รับการสร้างขยายและจัดการศึกษาจนเป็นมหาวิทยาลัยใหญ่ของสงฆ์สืบต่อมา ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้รับการก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยคุปตะ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 10 และเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในสมัย พระเจ้าหรรษวรรธนะ พุทธศตวรรษที่ 12 ภายในนาลันทาเต็มไปด้วยวัดวาอาราม และมีพระสงฆ์ที่เดินทางมาศึกษาหาความรู้จำนวนหลายหมื่นรูป โดยเดินทางมาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ต่อมาเมื่อสิ้นสุดสมัยปาละ เข้ายุคตันตระนิกาย นาลันทาขาดผู้อุปถัมภ์เริ่มเสื่อมโทรมลง และเมื่อกองทัพชาวเติร์กบุกเข้ามายังแคว้นมคธ มหาวิทยาลัยนาลันทาถูกเผาทำลายพร้อมพระคัมภีร์ต่างๆ มากมาย และสูญสลายจมหายไปเป็นเวลากว่า 700 ปี จึงได้มีการค้นคว้าศึกษาทางโบราณคดีและขุดแต่งขึ้นมาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ.2404 เป็นต้นมา และเพิ่งขุดค้นได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น ทางด้านหลังของมหาวิทยาลัยมีสถูปใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบ้านของ พระสารีบุตร ซึ่งเกิดที่นี่และท่านได้กลับมาปรินิพพาน ณ บ้านเกิดของท่าน
หลังจากการไหว้พระสวดมนต์ที่สถูปของพระสารีบุตรแล้ว ก็เดินทางกลับไปพักที่เมืองพุทธคยาเป็นคืนที่สอง เช้าวันที่สาม เตรียมอำลาเมืองพุทธคยา ช่วงเช้าไปชมบ้านของ นางสุชาดา ธิดาของคฤหบดีแห่งตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่พระบรมศาสดา ก่อนการตรัสรู้
บ้านนางสุชาดาอยู่คนละฝั่งแม่น้ำกับพุทธคยา ต้องเดินทางข้ามสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำเนรัญชราไป แต่อยู่ไม่ไกลนัก ผ่านโรงเรียนนานาชาติที่สอนภาษาต่างๆ ให้เด็กๆ รวมทั้งภาษาไทย เมื่อเรามาถึงจึงมีคณะครูมาแนะนำตัวพร้อมกับชักชวนให้ร่วมบริจาคซ่อมสร้างโรงเรียน ซึ่งคนที่มาหลายครั้งทุกๆ ปีก็เห็นว่า การบริจาคที่ช่วยกันทำไปแล้ว โรงเรียนกลับทรุดโทรมมากกว่าเดิม แต่ก็ยังมีการขอบริจาคเป็นประจำตามปกติ บริเวณบ้านนางสุชาดานี้ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเห็นว่ามีความสำคัญเกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์อย่างยิ่ง จึงได้ทรงสร้างเป็นสถูปใหญ่ให้เราเห็นปรากฏเป็นซากสถูปมหึมาในวันนี้
เมื่อครั้งยังสาว นางสุชาดา ธิดาของคฤหบดีผู้มั่งคั่งได้เคยตั้งปณิธานบูชาเทพารักษ์ว่า ขอให้ได้สามีที่มีตระกูลเสมอกัน และขอให้ได้บุตรคนแรกเป็นชายตามความนิยมในประเพณีอินเดีย ครั้นนางได้สามีและได้บุตรชายสมใจนึก จึงคิดจะจัดเตรียมข้าวมธุปายาสบวงสรวงเทพารักษ์ตามที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้
ครั้นวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 นางสุชาดาสั่งบ่าวไพร่ตระเตรียมทำข้าวมธุปายาส กว่าจะได้ที่ก็ถึงเวลาเที่ยงคืน ต่อจากนั้นให้นางทาสีออกไปทำความสะอาดที่โคนไม้นิโครธพฤกษ์ เพื่อเป็นที่จัดตั้งเครื่องสังเวยเทพารักษ์ นางทาสีไปพบพระมหาบุรุษประทับนั่งอยู่ที่ใต้ต้นไทร ผินพระพักตร์ไปทางตะวันออก พระวรกายมีรัศมีแผ่ซ่านสดใสงดงาม นางก็ดีใจว่าเทพารักษ์ลงมารอรับของสังเวยของเจ้านายแน่แล้ว จึงรีบกลับมาบอกนางสุชาดาว่า พระเทพารักษ์ที่เจ้าแม่มุ่งจะสังเวยนั้นมานั่งรออยู่แล้วขอให้รีบไปเถิด
นางสุชาดามีความปลาบปลื้ม เตรียมจัดข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองเต็มถาด แล้วเอาถาดทองอีกใบหนึ่งปิด ห่อหุ้มด้วยผ้าทองอันบริสุทธิ์ แต่งกายงดงามแล้วพาบ่าวไพร่ไปยังต้นไทรนั้น เห็นพระมหาบุรุษเปล่งปลั่งงดงามก็มีความโสมนัสอย่างยิ่ง สำคัญว่าเป็นรุกขเทวดา ยอบกายเข้าไปเฝ้าแล้วน้อมถาดข้าวถวายด้วยความเคารพยิ่ง
ขณะนั้นบาตรดินอันเป็นทิพย์ ซึ่งฆฏิการพรหมถวายแต่แรกทรงบรรพชาเกิดอันตรธานหายไป พระมหาบุรุษทรงเหยียดพระหัตถ์ออกรับและทอดพระเนตรดูนางสุชาดา แสดงให้นางรู้ชัดว่า พระองค์ไม่มีบาตรจะถ่ายข้าวมธุปายาสไว้ นางสุชาดาทราบชัดก็กราบทูลว่า หม่อมฉันขอถวายทั้งหมด พระองค์มีพระประสงค์ประการใด โปรดนำไปตามพระหฤทัยทั้งหมดเถิด แล้วอภิวาทกราบทูลอีกว่า ?ความปรารถนาของหม่อมฉันสำเร็จอันใด ขอสิ่งซึ่งพระหฤทัยของพระองค์ประสงค์ จงสำเร็จฉันนั้นเถิด? แล้วนางก็ก้มกราบถวายบังคมลากลับเรือนด้วยความสุขใจเป็นล้นพ้น
พระมหาบุรุษปั้นข้าวมธุปายาสได้ 49 ก้อน ทรงฉันจนหมดแล้วเสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงอธิษฐานเสี่ยงทายพระบารมีว่า ถ้าจะได้ตรัสรู้พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป แล้วทรงลอยถาดทองคำลงในแม่น้ำเนรัญชรา ขณะนั้นอานุภาพพระบารมีของพระองค์ซึ่งทรงบำเพ็ญมาบริบูรณ์ดีแล้ว ได้แสดงให้เห็นเป็นอัศจรรย์ ถาดทองนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำแม่น้ำเนรัญชราขึ้นไปประมาณ 1 เส้น แล้วจึงจมลงสู่ตรงนาคภาพพิมานแห่งพระยากาฬนาคราช ทำให้พระยานาคทราบว่าจะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้อีกองค์หนึ่งแล้ว
ห่างจากบ้านนางสุชาดามาไม่ไกลนัก เป็น ท่าสุปปติฏฐะ เป็นที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ลอยถาดดังกล่าว ปัจจุบันอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับพระมหาเจดีย์พุทธคยา มองเห็นได้ชัดเจน มีเทวาลัยที่ชาวบ้านนับถือ มีการนำเครื่องสักการบูชามาบูชาประจำ ใกล้กันมีสระน้ำและต้นโพธิ์ใหญ่ต้นหนึ่ง ก่อนจากเมืองพุทธคยา คณะได้ไปสวดมนต์ที่พระมหาเจดีย์อีกครั้งหนึ่ง และไปแวะเยี่ยมชม พร้อมกับถวายผ้าป่าที่ วัดไทยพุทธคยา แล้วเดินทางต่อไปยังเมืองพาราณสี
การเดินทางจากเมืองพุทธคยาไปยัง เมืองพาราณสี เดินทางโดยเครื่องบินโบอิ้งของการบินไทย นับว่ามีความสะดวกสบายมากสำหรับคณะของผู้ศรัทธาหาไหว้พระโดยตรง เครื่องบินเที่ยวนี้กำหนดออกประมาณบ่าย 14.45 น. ช่วงเช้าจึงยังมีเวลาอีกมากกว่าครึ่งวัน
พระวิทยากรนำพวกเราไปยัง มหาเจดีย์พุทธคยา แต่เช้า เพื่อใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากที่สุด แม้จะมาเร็วแต่ผู้คนรอบมหาเจดีย์พุทธคยายังคงเนืองแน่นไม่ต่างจากวันก่อน โดยเฉพาะพระและอุบาสกอุบาสิกาชาวธิเบตที่มาเฝ้ารับเสด็จดาไลลามะ ประมุขทางศาสนาของเขาที่เดินทางมาที่นี่ ชาวธิเบตจึงมาชุมนุมอยู่หลายแสนคน และเมื่อต่างก็เข้ามาสักการะพระมหาเจดีย์พร้อมๆ กัน จึงต้องเบียดเสียดยัดเยียดกันมากพอควร อย่างไรก็ตามชายและหญิงชาวธิเบตเหล่านี้ก็ยังสามารถสักการะ ?อัษฎางคประดิษฐ? เหยียดยาวเต็มตัวได้ทุกจุด กลุ่มของพวกเราไปนั่งไหว้พระสวดมนต์ใกล้กับพระแท่นวัชรอาสน์ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตรงนี้เราหาพื้นที่ได้ไม่มากพอ จึงกระจัดกระจายกันอยู่และสวดมนต์กันแต่เพียงเบาๆ เนื่องจากข้างหน้าและข้างๆ พี่น้องชาวธิเบตปูผ้ายึดพื้นที่เพื่อกราบแบบเหยียดยาวอยู่หลายคน
เมื่อสวดมนต์จบแล้ว ทุกคนพร้อมกันแห่ผ้าห่มพระศรีมหาโพธิ์ แล้วก็ไปห่มถวาย ซึ่งเราห่มได้เพียงรั้วด้านนอกเท่านั้น เพราะต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นวัชรอาสน์มีรั้วแข็งแรงล้อมอยู่ เพื่อรักษาสภาพของพระแท่นและต้นพระศรีมหาโพธิ์ไว้ เมื่อถวายผ้าห่มและกราบสักการะกันแล้ว ก็อำลาพระศรีมหาโพธิ์และมหาเจดีย์พุทธคยา
ยามเช้าบริเวณลานทางเข้าสู่พระมหาเจดีย์เป็นเหมือนลานตลาดนัดเมืองไทย คนแขกเอาผ้าปูจัดวางสินค้าสีสันลานตาเต็มไปหมด และเปิดกรรมวิธีส่งเสริมการขายด้วยกลยุทธ์ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการขายรูป ธนบัตร 10 รูปี และใบโพธิ์ที่อ้างว่ามาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ กว่าเราจะเดินผ่านได้ก็เหนื่อยพอควร? ต่อจากนั้นเราไปที่วัดไทยพุทธคยา ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งเมื่อเข้าไปก็เหมือนเราได้กลับบ้านเมืองไทย
วัดไทยพุทธคยา
เมื่อครั้งพระพุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในอินเดีย และมีการเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ฯพณฯ ศรีเยาวหราล์ เนรูห์ นายกรัฐมนตรีในครั้งนั้นได้เชิญชวนพุทธศาสนิกชนจากทุกประเทศร่วมการเฉลิมฉลอง และเชิญชวนประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนามาสร้างวัดถวายเป็นพุทธบูชา รัฐบาลไทยได้จัดสรรงบประมาณรวมกับเงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนชาวไทย สร้างเป็นวัดไทยแห่งแรกในต่างประเทศ เมื่อ พ.ศ.2500 มีสภาพเป็นวัดในพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์ ปูชนียสถานต่างๆ ล้วนเป็นศิลปกรรมไทย เพราะได้รับการเอาใจใส่ดูแลจากรัฐบาลและพุทธบริษัทชาวไทยอย่างดียิ่ง โดยอาศัยเจ้าอาวาสผู้มีความอุตสาหะต่อศาสนกิจอันดีงามสืบเนื่องกันตลอดมา นับตั้งแต่ สมเด็จพระธีรญาณ (ธีร์ ปุณฺณโก) พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ) และ พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) เจ้าอาวาสปัจจุบัน
ในบริเวณวัดมีพระอุโบสถเป็นทรงไทยจัตุรมุขสวยงาม ตามแบบอย่างวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ ภายในประดิษฐาน พระพุทธชมพูทวีปนิวัตรสุโขทัย เป็นพระประธาน มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องทศชาติฝีมือศิลปินชั้นนำของไทย นอกจากนี้ยังมีอาคารอื่นๆ ล้วนเป็นศิลปกรรมไทย อาคารเรียน อาคารที่พักของผู้แสวงบุญ และกุฏิเพื่อการปฏิบัติธรรมของพระภิกษุอีกด้วย มีท่าน เจ้าคุณพระเทพโพธิวิเทศ เป็นเจ้าอาวาส และมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่หลายรูป สำหรับท่านเจ้าคุณซึ่งมีนามเดิมว่า พระมหาทองยอด นั้น ท่านเป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพระธรรมทูตสายสาธารณรัฐอินเดีย และบรรดาศิษย์หากได้ยินได้ฟังว่าท่านมีปณิธานที่จะรักษาพระพุทธศาสนา ณ วัดไทยในอินเดียตลอดไป
ที่นี่คณะของเราได้นิมนต์พระสงฆ์ รวมทั้งท่าน เจ้าคุณพระเทพโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสด้วย หลังจากกราบสักการะพระประธาน นาม พระพุทธชมพูทวีปนิวัตรสุโขทัย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะแบบสุโขทัยในซุ้มเรือนแก้วคล้ายพระพุทธชินราชแล้ว ก็ได้จัดถวายผ้าป่าหาเงินบำรุงวัดได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ทางวัดยังได้จัดสร้างพระพุทธเมตตาจำลองให้ทำบุญ พร้อมกับใบโพธิ์จากต้นพระศรีมหาโพธิ์พุทธคยา ของแท้แน่นอนให้เรานำกลับมาเป็นของที่ระลึกด้วย
ได้เวลาสมควรคณะของเราอำลาเมืองพุทธคยา เดินทางไปยังสนามบินคยาเพื่อเตรียมตัวเดินทางต่อไปยัง เมืองพาราณสี โดยเครื่องบินของสายการบินไทย เที่ยวบินที่ ทีจี 8821 ซึ่งจะใช้เวลาบินประมาณ 35 นาที
การเดินทางโดยการบินไทย ซึ่งเป็นเครื่องโบอิ้งทันสมัยนี้ ยังคงต้องใช้สนามบินคยาของอินเดีย ซึ่งดำเนินการโดยชาวอินเดียทั้งหมด วิธีการตรวจผู้โดยสารที่ใช้สนามบินจึงเป็นการตรวจตามวิธีของเขาคือการตรวจแล้วตรวจอีก ตรวจโดยเจ้าหน้าที่หลากหลายกลุ่มและหลายกรรมวิธี แบ่งช่องเป็นผู้หญิงผู้ชาย ผู้หญิงต้องเข้าห้องปิดม่านแดง ถามดูได้ความว่าต้องคลำตรวจทุกตารางนิ้ว เคราะห์ดีที่เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจเป็นเพศเดียวกัน
อ่านต่อฉบับหน้า...
( ที่มา: ลานโพธิ์ ฉบับที่ 1044 เดือนเมษายน 2553 : ไหว้พระแดนพุทธภูมิ ตอน 3 เรื่องโดย..กมล ฉายาวัฒนะ ภาพโดย.. กองบรรณาธิการ )
ลิขสิทธิ์ ? 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.
Copyright Bangkoksarn Publishing 2010.? Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.




