เรื่องโดย.. กมล ฉายาวัฒนะ ภาพโดย.. กองบรรณาธิการ
ต่อจากฉบับที่แล้ว
พาราณสี
เมืองพาราณสี ชื่อนี้คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกคุ้นเคย เพราะเวลาอ่านหรือฟังเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติจะได้ยินชื่อนี้บ่อยมาก มีพุทธวจนะกล่าวถึงเมืองนี้ไว้ว่า ?ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้วในกรุงพาราณสี ได้มีพระราชาแห่งรัฐกาสี ทรงพระนามว่า พรหมทัต เป็นกษัตริย์ที่มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีแสนยานุภาพอันเกรียงไกร มีพาหนะมาก เป็นมหาวิชิต มีฉางหลวงเต็มไปด้วยข้าวเปลือก? เรื่องราวของพาราณสีมีปรากฏในชาดกมานานนับพันปี มีในชาดกต่างๆ มากมายหลายเรื่อง ในฐานะที่พาราณสีเป็นเมืองสำคัญ เป็นเมืองหลวงของแคว้นกาสีมาแต่ครั้งพุทธกาล
เมื่อเดินทางถึงพาราณสีแล้ว เวลาค่อนข้างเย็นใกล้ค่ำ จึงเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถก่อนที่จะถึงเวลาปิด เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์รีบบอกว่าปิดเวลา 17.00 น. ขณะนั้นก็ใกล้เวลาเต็มทีแล้ว จึงต้องรีบดูทั้งๆ ที่ของทุกอย่างในพิพิธภัณฑ์นี้ล้วนเป็นชิ้นเอกที่น่าดูอย่างชื่นชมทั้งสิ้น เข้าประตูไปตรงกลางจัดแสดงส่วนยอดของเสาพระเจ้าอโศก บรรดาเสาของพระเจ้าอโศกที่สร้างไว้ในที่ต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่สร้างเป็นเสาสูงและมีจารึกเป็นภาษาต่างๆ ไว้ ส่วนใหญ่มีความสูงถึง 70 ฟุต เมื่อผ่านกาลเวลาเนิ่นนานก็หักพังลงมา เช่น เสาที่สารนาถนี้หักลงมาเป็น 4 ท่อน รวมเป็น 5 ทั้งโคนเสาที่ยังคงอยู่ในที่เดิม
ส่วนยอดเสานี้นำมาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นเสาที่สลักจากหินทราย บนยอดเสาสลักเป็นสิงโต 4 ตัวหันหลังชนกัน หันหน้าออกสี่ทิศ แท่นฐานของสิงโตที่ตั้งบนหัวเสาอีกทีหนึ่งนั้นสลักเป็นรูปธรรมจักรและรูปสัตว์ 4 ชนิดสลับกัน คือ ราชสีห์ ช้าง ม้า และ โค มีความหมายเป็นเรื่องราวในพุทธประวัติ และยังอาจให้ความหมายว่า ราชสีห์ เป็นพลังอำนาจ ม้า เป็นพลังอันรวดเร็ว ช้าง คือปัญญาชาญฉลาดและเยือกเย็น โค หมายถึงความแข็งแรงและอดทน ทั้งสี่ผู้ยิ่งใหญ่คือผู้คอยเฝ้าพิทักษ์พระธรรมจักร ด้านล่างของสิงโตมีอักษรเทวนาคลีใจความว่า
?ความจริงเท่านั้นมีชัยชนะเหนือทุกสิ่ง?
สิงโตทั้งสี่นี้จึงมีความหมายลึกล้ำมาก รัฐบาลอินเดียจึงใช้เป็นเครื่องหมายในลักษณะตราแผ่นดินของอินเดีย
พิพิธภัณฑ์นี้แบ่งเป็นสองปีก ทางด้านซ้ายแสดงพระพุทธรูปและรูปเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั้งหมด ทางด้านขวาแสดงเทพของพราหมณ์และฮินดู พระพุทธรูปองค์ในสุดเป็นพระพุทธรูปที่สวยสุดของพิพิธภัณฑ์สารนาถแห่งนี้ เป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์จีบเป็นวง ใต้ฐานเป็นรูปปัญจวัคคีย์ ด้านหลังพระพุทธองค์เป็นประภามณฑลกลม มุมซ้ายขวาเป็นเทวดาเหาะในอาการแสดงความเคารพทั้งสองข้าง อาจเป็นเทวดาที่มาฟังธรรมพระปฐมเทศนา เป็นพระพุทธรูปที่ได้สัดส่วนงดงามและพระพักตร์สวยให้ความรู้สึกดีมาก พระปางปฐมเทศนาองค์สวยงามนี้ได้มีการทำเป็นพระบูชาองค์เล็กๆ ขนาดฝ่ามือ โดยใช้ดินจากการขุดค้นเมืองสารนาถอันเป็นที่แสดงปฐมเทศนานี้เป็นเนื้อดินและเผาจนสุก
ใกล้ๆ กับพิพิธภัณฑ์สารนาถ มีวิหารใหญ่ที่มีเจดีย์สูงอยู่ด้านหลัง เป็นพุทธสถานที่สร้างขึ้นภายหลังและมีความสำคัญไม่น้อย เรียกว่า อนุสาวรีย์ธรรมปาละ ซึ่งท่านอนาคาริกธรรมปาละ พุทธศาสนิกชาวลังกาที่เข้ามาฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดียได้รวบรวมศรัทธาชาวพุทธสร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2474 ภายในวิหารสร้างจำลองพระปางปฐมเทศนาแห่งสารนาถ และเป็นที่เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุที่รัฐบาลอินเดียมอบให้รักษาไว้ที่นี่ เปิดให้พุทธศาสนิกชนได้สักการบูชาเป็นประจำทุกปี คณะของเราได้สักการะไหว้พระสวดมนต์ และได้มีโอกาสสักการะพระบรมสารีริกธาตุอย่างใกล้ชิด ด้วยพระอาจารย์วิทยากรของเรามีความคุ้นเคยกับที่นี่อย่างมาก
ในโอกาสเดียวกันนี้ พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และผู้ทำหน้าที่ประธานสงฆ์วัดไทยลุมพินี ท่านเป็นหัวหน้าคณะพระวิทยากรในเส้นทางนี้ทั้งหมด เมื่อท่านทราบว่าคณะของเรากำลังอยู่ที่สารนาถ ท่านจึงเดินทางมาให้เราได้กราบนมัสการ และนำเราไปไหว้พระสวดมนต์ที่ต้นโพธิ์ลังกาด้านข้างของอนุสาวรีย์ธรรมปาละแห่งนี้
พระศรีมหาโพธิ์ ต้นดั้งเดิมที่พุทธคยานั้น เมื่อครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช สังฆมิตตาเถรี พระราชธิดาของพระเจ้าอโศกได้ทรงนำหน่อจากพุทธคยาไปปลูกไว้ที่เมืองอนุราธปุระ ศรีลังกา เมื่อท่านอนาคาริกธรรมปาละได้เข้ามาฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดีย ได้นำหน่อมหาโพธิ์จากลังกามาปลูกไว้ที่นี่ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2474 ปัจจุบันนี้เติบใหญ่งอกงามและมีรูปการแสดงปฐมเทศนาไว้ให้กราบสักการะ และเราได้ใช้เวลากันอย่างคุ้มค่า เพราะอยู่ที่นี่กันจนมืดค่ำ
เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการเดินทางมายังแดนพุทธ ตื่นและเตรียมตัวแต่เช้า พอได้เวลา 5.30 น. ก็ออกเดินทางโดยรถบัสไปยังท่าน้ำริมฝั่งแม่น้ำคงคา เหตุที่ต้องมาตั้งแต่เช้าตรู่เพราะพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับแม่น้ำคงคาจะเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น
แม่น้ำคงคา
แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำสำคัญสายหนึ่งของอินเดียและเป็นแม่น้ำสำคัญยิ่งของชาวฮินดู ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาหิมาลัยซึ่งมีความสูง 4,450 เมตร ณ บริเวณที่เรียกว่า ภาคีรส ในคัมภีร์บูรณะกล่าวว่า น้ำพระคงคาไหลพุ่งออกจาก โคมุขี หรือจาก ปากวัว ซึ่งถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อไหลมาถึงเมืองพาราณสีสายน้ำไหลกลับไปทางทิศเหนือ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์มหาภารตะบ่งบอกความสำคัญว่า ตรงนี้เป็นที่ซึ่งเทวโลก มนุสสโลก และยมโลกมาพบกัน ผู้ใดมาอดอาหารจุดนี้ 1 เดือน และได้อาบน้ำตรงนี้จะมองเห็นเทวดาทั้งหลาย ดังนั้นบรรดาชาวฮินดูจึงต้องมายังริมฝั่งแม่น้ำคงคาและนมัสการสถานที่สำคัญ 5 แห่ง เรียกว่า ปัญจตีรถะ หรือท่าน้ำทั้ง 4 คือ ท่าอัศวเมธ ท่าปัญจคงคา ท่ามณิกรรณิการ์ ท่าอะสีสังคม รวมกับแม่น้ำเป็น 5 คล้ายกับความเชื่อของชาวพุทธที่ต้องไปนมัสการสังเวชนียสถานได้ครบ 4 แห่ง
รถบัสได้เข้าไปส่งได้เพียงจุดหนึ่งต้องเดินเท้าต่อไปอีกไกลพอสมควร ตามริมถนนมีคนนอนห่มผ้าคลุมโปงเรียงรายมากมาย เราเดินไปยังท่าน้ำแห่งแรกคือ ท่าอัศวเมธ อันเป็นศูนย์กลางระหว่างท่าน้ำทั้งหลาย มีประวัติเล่าว่า พระพรหมทำพิธีบูชายัญด้วยม้า 10 ตัว ที่ท่านี้จึงได้ชื่อดังกล่าว และด้วยความเชื่อที่ว่าพระพรหมยังประกอบพิธีที่ท่านี้ เมื่อครั้งมหาตมคานธียังมีชีวิตอยู่ก็ได้มาที่พาราณสีหลายครั้ง และทุกเช้าเย็นท่านจะนำหน้าฝูงชนมาสวดมนต์ที่ท่าอัศวเมธแห่งนี้? ด้วยมีความสำคัญดังกล่าว
บริเวณท่าน้ำเป็นบันไดหินกว้างใหญ่แข็งแรงทอดยาวและมีขั้นบันไดเรียงรายลงไปเรื่อยๆ แต่ละท่าจึงให้ความสะดวกมาก ไม่ว่าจะมีคนมามากน้อยเพียงใด? ในหน้าเทศกาลบริเวณท่าน้ำสำคัญๆ เหล่านี้ผู้คนจะเดินทางมาเต็มและหนาแน่นมาก ฝั่งที่เรามาถึงและลงเรือนี้เป็นฝั่งตะวันตก พระอาทิตย์จะขึ้นทางฝั่งตรงข้าม แต่เช้านี้หมอกหนาเหลือเกิน อาจจะไม่ได้เห็นพระอาทิตย์อุทัยยามเช้า
เมื่อถึงท่าน้ำแล้วพระวิทยากรได้นำลงเรือซึ่งนั่งได้ลำละ 20 คน เรียงสองกราบซ้ายขวา คนเรือใช้แจวนั่งกรรเชียงอยู่ทางหัวเรือ เมื่อเราลงมามีเด็กหญิงอินเดียถือกระจาดดอกไม้ตามเราลงมาด้วย ดอกไม้ในกระจาดเป็นดอกดาวเรืองจัดไว้ในกระทงใบตองมีเทียนเป็นก้อนพร้อมไส้ตั้งไว้ในถ้วยกระดาษเล็กๆ กลางกระทงเป็นกระทงสำหรับให้จุดประทีปแล้วลอยในแม่น้ำคงคา แม่หนูชาวอินเดียตั้งราคากระทงละ 10 รูปี แต่ถูกต่อราคาต้องขายเพียง 5 รูปี เท่านั้น
เมื่อออกเรือพระวิทยากรได้นำสวดมนต์บทต่างๆ มากมายหลายบท ขณะเดียวกันเมื่อยามพระอาทิตย์ขึ้นที่ท่าน้ำ ชาวฮินดูจะทำพิธีบูชาพระอาทิตย์ยามเช้า? เรือแล่นไปท่ามกลางสายหมอกยามเช้า พอสวดมนต์เสร็จก็ประกอบพิธีลอยกระทงในแม่น้ำคงคา เรือลอยช้าๆ ไปตามแรงกรรเชียงดูเหมือนน้ำนิ่งสนิทและหมอกยังคงหนามาก เรือลอยกลับมาอีกทางหนึ่งและผ่านไปทางท่ามณิกรรณิการ์ซึ่งเห็นกองไฟที่กำลังเผาศพกันอยู่
ท่ามณิกรรณิการ์ เป็นท่าศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดของท่าในแม่น้ำคงคา พิธีการใหญ่ๆ เกี่ยวข้องกับสวรรค์จะทำกันที่นี่ โดยเฉพาะการเผาศพในคัมภีร์ปุรณะกล่าวว่า พระศิวะเสด็จมาที่นี่และต่างหูของพระองค์หลุดตกลงที่นี่ จึงได้ชื่อว่า ?มณีกรรณิการ์?? ตามชื่อต่างหูนั้น ความศักดิ์สิทธิ์ของท่าแห่งนี้ ทุกคนต้องการให้ศพของตนได้มาเผา ณ ท่าแห่งนี้ และทุกคนก็พยายามมาอาบน้ำที่ท่านี้ด้วย ท่านี้จึงมีทั้งการเผาศพและคนอาบน้ำ เมื่อเผาศพแล้วไหม้หมดหรือไม่หมดก็ตามก็จะกวาดลงแม่น้ำไปทั้งหมด
การทำศพของชาวฮินดูไม่มีการบรรจุลงโลง ใช้วิธีมัดตราสังข์ศพแล้วพันด้วยผ้าขาวยกขึ้นแคร่ไม้ไผ่หามไปเผาที่ริมน้ำเลยทีเดียว วิธีการเผาก็นำฟืนท่อนใหญ่ๆ เรียงเป็นกองสี่เหลี่ยมวางศพบนกองฟืน เอาฟืนวางทับราดน้ำมันแล้วจุดไฟ ญาติมิตรก็มารุมล้อมหลั่งน้ำตาอาลัยกันตรงนั้น เมื่อกองไฟมอดญาติผู้ตายจะระบายกระดูกและเถ้าถ่านลงแม่น้ำคงคาไป ศพอื่นที่คอยอยู่ก็เข้ามาแทนที่ ไฟที่จุดต่อๆ กันนี้นับเนื่องได้ 4,000 ปี แล้วไม่เคยดับ เพราะศพต้องการที่จะเผา ณ ที่นี้มีอยู่มาก ผู้สูงอายุที่คิดว่าใกล้จะถึงความตายมีการมานอนรอตามที่พักริมน้ำที่เรียกว่า มรณาโฮเต็ล
ชีวิตที่ท่าน้ำเมืองพาราณสีให้แง่คิดได้หลายอย่าง เพราะความเชื่อมั่นศรัทธาของผู้ที่จะถึงความตายต้องพยายามที่จะมาให้ถึงที่นี้เพื่อจะได้รับการเผาศพริมฝั่งแม่น้ำคงคาและจะได้ไปสวรรค์ ขณะเดียวกันผู้ที่มาอาบน้ำล้างบาป ดื่มน้ำคงคา ล้างหน้าขอพร ก็ทำกันไปเป็นพฤติกรรมปกติที่พบเห็นได้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคาแห่งนี้
ศพที่เผาริมแม่น้ำคงนี้มิใช่จะเผาได้ทุกคน ศพนักบวช ศพเด็ก ศพหญิงสาวพรหมจารี ศพที่ถูกงูกัดตาย ศพที่ถูกฟ้าผ่าตาย เผาไม่ได้ แต่ทิ้งลงแม่น้ำคงคาได้เลย
สำหรับผู้มาเยือนพิธีการเผาศพนี้ห้ามถ่ายภาพเด็ดขาดโดยจะมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างเคร่งครัด ออกจากท่าอัศวเมธ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ผ่านตลาดเล็กๆ ออกมาอีกทางหนึ่ง รถบัสที่มาส่งเราไปรออยู่ไกลพอควร? จึงใช้วิธีนั่งสามล้อถีบที่สารถีชาวอินเดียปั่นพาเราไปอย่างรวดเร็ว ขึ้นรถบัสกลับไปตั้งหลักที่โรงแรม ก่อนที่จะออกเดินทางต่อไป
อ่านต่อฉบับหน้า
( ที่มา: ลานโพธิ์ ฉบับที่ 1045 เดือนเมษายน 2553 : ไหว้พระแดนพุทธภูมิ ตอน 4 เรื่องโดย..กมล ฉายาวัฒนะ ภาพโดย.. กองบรรณาธิการ )
ลิขสิทธิ์ ? 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.
Copyright Bangkoksarn Publishing 2010.? Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.





