ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น

Tuesday
Feb 07th
ป้ายโฆษณา
หน้าแรก เที่ยวไป-ทำบุญไป ไหว้พระแดนพุทธ ตอน 6

ไหว้พระแดนพุทธ ตอน 6

อีเมล พิมพ์ PDF

เรื่องโดย กมล ฉายาวัฒนะ ภาพโดย กองบรรณาธิการ

ต่อจากฉบับที่แล้ว ...

ดร.มหาอ้าย ธีรปัญโญ นำชมบริเวณสถูปยมกปาฏิหาริย์ ถัดจากนี้ไปเป็นช่วงของการเดินทาง ซึ่งกำหนดเดินทางต่อไปยัง เมืองสาวัตถี ซึ่งเป็นการเดินทางโดยรถบัสปรับอากาศ ระยะทางประมาณ 270 กม. และประมาณเวลาเดินทาง 8 ชั่วโมงเช่นเดิม ถนนราดยางราบเรียบพอใช้ แต่ก็คดเคี้ยวผ่านไปตามบ้านเรือนร้านตลาด ลักษณะเป็นชุมชนชนบทของอินเดีย ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ดีพอใช้ ผู้คนมีการทำมาหากิน มีตลาดคล้ายตลาดนัดในบ้านเรา ขายพืชผลโดยเฉพาะผักสดเป็นพวกกะหล่ำปลีและดอกกะหล่ำขาวอวบหัวใหญ่ๆ ดูน่ากิน แต่เท่าที่ผ่านมา อาหารตามโรงแรมก็มีผัดผักพวกนี้ ซึ่งควรจะสดใหม่รสชาติดี แต่พอลองชิมแล้วก็เพียงแต่ว่า พอกินได้ เท่านั้นเอง

ผลไม้ที่เห็นมีขายชัดเจนก็คือกล้วยหอม แต่มีขนาดย่อมประมาณว่าใหญ่กว่ากล้วยน้ำว้าหน่อยเดียว? สีออกเขียวๆ ไม่เหลืองเหมือนกล้วยหอมบ้านเรา ที่เก่าก็จะอมเขียวและออกช้ำเป็นรอยดำ พยายามลองชิมในหลายๆ แห่งที่ผ่านมา คงพูดได้อย่างไม่ลำเอียงว่า กล้วยหอมบ้านเราอร่อยกว่ามาก

เวลารถแล่นผ่านย่านตลาด หลายๆ คนพยายามชะเง้อยืดคอยาวดูร้านรวงริมทาง ส่วนใหญ่เป็นห้องเล็กๆ มีกิจการค้าขายเพียงแถบด้านหน้าของห้องแถวตื้นๆ ตามพื้นดินบางส่วนเป็นร้านยกพื้นขนาดเล็กๆ คล้ายเพิงขายน้ำมันรถที่เห็นตามชนบทบ้านเรา ดูเพียงเท่านี้ก็ค้าขายกันได้ ประการสำคัญในอินเดียทุกแห่ง คนที่มาค้าขายตามร้านตลาดล้วนเป็นผู้ชาย

เมื่อครั้งพุทธกาล ครั้นเมื่อแต่งงานแล้ว ผู้หญิงก็เป็นฝ่ายทำการทำงานอยู่ในบ้าน ขณะที่ผู้ชายต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายหรืออื่นๆ ร้านขายเสื้อผ้า ขายส่าหรี ขายผัก ขายผลไม้  หรือของที่ระลึกต่างๆ ล้วนเป็นร้านที่ผู้ชายขายทั้งนั้น  เมื่อครั้งพุทธกาล ครั้นเมื่อแต่งงานแล้ว ผู้หญิงก็เป็นฝ่ายทำการทำงานอยู่ในบ้าน ขณะที่ผู้ชายต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายหรืออื่นๆ ร้านขายเสื้อผ้า ขายส่าหรี ขายผัก ขายผลไม้  หรือของที่ระลึกต่างๆ ล้วนเป็นร้านที่ผู้ชายขายทั้งนั้น

ผู้หญิงในอินเดียนั้นเมื่อแต่งงานมีครอบครัว จะเป็นผู้นำสินสอดทองหมั้นไปสู่ขอผู้ชายเป็นสามี อธิษฐานที่สำคัญของสตรีก็คือ ขอให้ได้สามีที่ดีกว่าและมีฐานะสูงกว่าหรือไม่ก็เสมอกัน และให้ได้บุตรคนแรกเป็นชาย เหมือนอย่างที่นางสุชาดาเองก็เคยปรารถนาเมื่อครั้งพุทธกาล ครั้นเมื่อแต่งงานแล้ว ผู้หญิงก็เป็นฝ่ายทำการทำงานอยู่ในบ้าน ขณะที่ผู้ชายต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายหรืออื่นๆ

ร้านขายเสื้อผ้า ขายส่าหรี ขายผัก ขายผลไม้? หรือของที่ระลึกต่างๆ ล้วนเป็นร้านที่ผู้ชายขายทั้งนั้น ตามริมทางที่ผ่านไป ผู้คนขี่จักรยาน มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ มากพอควร แต่ก็ยังมีรถม้าบ้าง เกวียนเทียมด้วยควายบ้าง สัตว์เลี้ยงที่ใช้เนื้อเป็นอาหารมีน้อยมาก ที่เห็นก็มีพวกไก่และแพะ บางทีเห็นร้านที่ขายเนื้อแพะสดอยู่ตามริมทางบ้าง ส่วนไก่มีใส่กรงไว้ขาย เป็นไก่เป็นๆ ตามริมถนนเช่นกัน

ด้วยเป็นการนั่งรถผ่านไปตามตลาดบ้านเรือน? ท้องไร่ท้องนา ได้เห็นสิ่งต่างๆ ก็เพียงผ่านตาไม่ละเอียดลออมากนัก สำหรับตามท้องไร่ท้องนา มีข้าวสาลีที่เห็นได้ว่าแตกต่างจากต้นข้าวในบ้านเรา บางแปลงก็เป็นมัสตาร์ดออกดอกสีเหลืองอร่าม งามราวกับเป็นไม้ประดับ

อย่างที่กล่าวแล้วว่า ในถนนมีรถรามากมายหลากหลายประเภท รวมทั้งคนเดิน และวัว บางทีมีการซื้อขายอยู่ริมถนนหรือบนถนนก็แยกแยะลำบาก บางทีจึงรถติด ไม่ได้ติดที่การจราจร แต่ติดเพราะคนซื้อของขายของ การเดินทางจึงไม่อาจประมาณได้ว่า ระยะทางเท่าใดที่รถวิ่งได้ใน 1 ชั่วโมง ได้แต่เพียงจำๆ กันว่า เคยเดินทางจากเมืองนี้ไปยังเมืองโน้น เคยใช้เวลากี่ชั่วโมง แต่คราวต่อไปก็ไม่แน่ อาจจะนานกว่าที่เคยก็เป็นได้ บางท่านอาจเคยได้ยินได้ฟังเรื่องแตรรถยนต์ในอินเดีย เมื่อเราไปอยู่ในสถานการณ์จริงแล้วก็จะเข้าใจ

ตามริมทางที่ผ่านไป ผู้คนขี่จักรยาน มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ มากพอควร แต่ก็ยังมีรถม้าบ้าง เกวียนเทียมด้วยควายบ้าง  เมื่อครั้งพุทธกาล ครั้นเมื่อแต่งงานแล้ว ผู้หญิงก็เป็นฝ่ายทำการทำงานอยู่ในบ้าน ขณะที่ผู้ชายต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายหรืออื่นๆ ร้านขายเสื้อผ้า ขายส่าหรี ขายผัก ขายผลไม้  หรือของที่ระลึกต่างๆ ล้วนเป็นร้านที่ผู้ชายขายทั้งนั้น

ด้วยเหตุแห่งความวุ่นวายทั้งหลายที่มารวมกันอยู่บนถนนดังกล่าว หากรถไม่บีบแตร ทุกอย่างก็จะยังคงยุ่งวุ่นอยู่ด้านหน้ารถอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว บางทีอาจจะเป็นคนเดินอยู่หน้ารถตามสบาย บางคนอาจจะยืนคุยกันอยู่บนถนน โดยไม่ได้ดูหรือไม่ได้สนใจว่าจะมีรถวิ่งมาหรือไม่ พอบีบแตรส่งเสียงดัง ทุกผู้คนจึงรู้ว่ากำลังมีรถมา ความวุ่นวายก็จะหายไป ถนนแหวกเป็นช่องทางให้รถวิ่งไปได้ แต่ก็จะไปไม่ได้เร็วนัก

ทางที่ดีเพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องมีคำถามว่า บีบแตรทำไม ก็ต้องคิดต่อไปในทำนองทำใจว่า รถยนต์อินเดียนั้น คันเร่งและแตรมีความสัมพันธ์กัน เมื่อเหยียบคันเร่งเพื่อให้รถแล่น ถ้าไม่บีบแตรด้วยรถก็จะแล่นไม่ได้ คิดเสียดังนี้ก็พอจะทำใจและเอาเสียงแตรวางไว้เสียได้

กำหนดเวลา 8 ชั่วโมงของเราจึงยืดออกไปได้โดยไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้า ระหว่างการเดินทาง พระอาจารย์พระวิทยากรของเราท่านก็เอารถบัสเป็นวิหาร ทั้งแสดงธรรมเทศนาและปาฐกถาเล่าเรื่องน่ารู้ต่างๆ มากมาย ทั้งธรรมะในตำราและธรรมะจากชีวิตจริงในอินเดีย ทำให้เราได้ความรู้มากมาย เมื่อหิวก็มีขนมกรุบกรอบที่ขนไปจากเมืองไทยใหญ่อุดมเอาออกมาแจกกัน และเผื่อว่าวันนี้จะใช้เวลานาน ช่วงจากพาราณสีไปสาวัตถี พอค่ำลงมีข้าวเหนียวหมูทอดแจกให้รองท้องกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

รุ่งเช้า 08.00 น.แล้ว อากาศที่หนาวเย็นทำให้มีหมอกเต็มไปหมด จนเมื่อขึ้นรถบัสและออกเดินทางไปแล้วมองไม่เห็นเลยว่ามุ่งหน้าไปไหน เพราะวิ่งไปในสายหมอกที่หนาทึบมาก

 ตลาด ลักษณะเป็นชุมชนชนบทของอินเดีย ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ดีพอใช้ ผู้คนมีการทำมาหากิน มีตลาดคล้ายตลาดนัดในบ้านเรา ขายพืชผลโดยเฉพาะผักสดเป็นพวกกะหล่ำปลีและดอกกะหล่ำขาวอวบหัวใหญ่ๆ ดูน่ากิน ร้านรองเท้าบาจาของไทย ก็บุกไปอินเดียเหมือนกัน

เมืองสาวัตถี
รถมุ่งหน้าไปยังเมืองสาวัตถีทางด้านเมืองเก่า ซึ่งปัจจุบันนั้นมีเมืองสาวัตถีใหม่อยู่อีกทางหนึ่ง เมืองสาวัตถีเก่านี้มีความเจริญรุ่งเรืองมากเมื่อครั้งพุทธกาล และเป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่นานที่สุดตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ คืออยู่ที่นี่นานถึง 25 พรรษา เมื่อถูกมุสลิมรุกรานทำลาย ทำให้เสื่อมสลายกลายเป็นรกร้างอยู่กลางป่าดง เพิ่งมีการขุดค้นเมื่อราว 100 กว่าปีมานี้เอง ในเส้นทางผ่านสถูปเนินดินขนาดใหญ่ เรียกว่าสถูปยมกปาฏิหาริย์ แวะกันก่อนที่นี่

ช่วงนี้เป็นเทศกาลเที่ยวไหว้พระแสวงบุญ จึงมีผู้คนเดินทางมาตามวัดวาอารามปูชนียสถาน สังเวชนียสถานแห่งต่างๆ จำนวนมาก มีทั้งคนไทย เกาหลี ญี่ปุ่น ธิเบต และภูตาน และล้วนแวะตามที่สำคัญต่างๆ บรรดาเด็กๆ พื้นเมืองจึงพากันมาตั้งหลักขอทานกันมากพอควร

หลายแห่งที่ผ่านมาเด็กๆ ทั้งหลายตั้งหน้าเข้ามาขอดื้อๆ ยื่นมือเดินตามติด ผู้มีประสบการณ์ทั้งหลายจะสั่งไว้อย่างเคร่งครัดว่า อย่าให้ เพราะถ้าให้คนหนึ่ง คนอื่นๆ จะกรูมารุมล้อมจนเกิดปัญหาวุ่นวายมาก สำหรับเด็กตั้งแต่สารนาถและเรื่อยมาจนถึงเมืองสาวัตถีนี้ เด็กขอทานมีลีลาในการขอทานที่น่าดูมากขึ้น เด็กจะมีกลองสองหน้าใบเล็กๆ เอามานั่งตีแล้วร้องเปล่งเสียงเป็นคำสวดมนต์ ?พุทธัง สรณัง? คัจฉามิๆๆ.....? เป็นทำนองเหมืองเสียงสวดมนต์? บางคนก็นำหีบเพลงชักเล็กๆ แบบพื้นเมืองมานั่งชักเป็นเสียงดนตรีแทนกลอง โดยไม่มารุกเร้าให้เป็นที่รำคาญเหมือนที่อื่นๆ

ปากทางเข้าสถูปยมกปาฏิหาริย์ก็มีเด็กๆ มารออยู่ ทั้งๆ ที่ยังมองไม่ค่อยเห็นมากนัก เพราะหมอกลงหนา เดินเข้าไปไม่ไกลก็ถึงชายเนิน ซึ่งเป็นเนินดินค่อนข้างชัน แต่ก็พอจะเดินขึ้นกันไปได้ สถูปยมกปาฏิหาริย์ เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ปราบพวกเดียรถีย์จนราบคาบ แล้วจึงเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาและจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เกี่ยวกับเรื่องนี้น่าสนใจมาก

เด็กขอทานมีลีลาในการขอทานที่น่าดูมากขึ้น เด็กจะมีกลองสองหน้าใบเล็กๆ เอามานั่งตีแล้วร้องเปล่งเสียงเป็นคำสวดมนต์ ?พุทธัง สรณัง  คัจฉามิๆๆ....

เมื่อสมัยพุทธกาล พระมหาเถระที่เป็นพระอรหันต์และทรงอิทธิฤทธิ์มีมาก แต่ก็ไม่ค่อยมีการแสดงฤทธิ์นอกจากบางครั้ง เมื่อพระพุทธเจ้าและพระสาวกมาประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี ซึ่งเป็นเมืองใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นที่รวมของนักบวชหลากหลายประเภทมากมาย ที่นี่เป็นศูนย์กลางศาสนาเชน มีพราหมณ์ มีนักบวช มีฤๅษี ปริพาชก ชฎิล และเดียรถีย์ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อเห็นว่ามีผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากขึ้น มีผู้ทำนุบำรุงถวายภัตตาหารและไทยธรรมแด่พระภิกษุมากขึ้น จึงเป็นที่ริษยาของนักบวชอื่นๆ เดียรถีย์จึงท้าทายพระพุทธเจ้าให้ทรงแสดงฤทธิ์ เพราะทราบดีว่า พระพุทธองค์ทรงห้ามการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ตามเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เรื่องมีว่า

เรื่องนี้เกิดที่เมืองราชคฤห์ ราชคหเศรษฐี ได้ปุ่มไม้จันทน์แดงสีครั่งสด อันเกิดอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาลอยตามน้ำมาติดที่ตาข่าย จึงนำมากลึงเป็นบาตรแล้วนำไปแขวนไว้ที่ปลายไม้สูง ประกาศว่า...

?ในโลกนี้ หากผู้ใดเป็นพระอรหันต์และมีฤทธิ์? ขอให้ผู้นั้นจงมาปลดบาตรไม้จันทน์แดงนี้ไป เราจักเลื่อมใสศรัทธาต่อผู้นั้น?

มีพระและนักบวชหลายรูปเข้าไปหาเศรษฐี? ต้องการจะได้บาตรนั้น แต่เศรษฐีคงยืนยันให้แสดงฤทธิ์ขึ้นไปปลดบาตรเอา กำหนดเวลาไว้ 7 วัน เวลาผ่านไป 6 วัน บาตรนั้นยังคงอยู่ ไม่มีผู้สามารถไปปลดลงมาได้

พอถึงวันที่ 7 พระโมคคัลลานะ และพระปิณโฑลภารทวาชะ เข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ได้ยินถ้อยคำของชาวเมืองโจษจันเรื่องบาตรไม้จันทน์ พระโมคคัลลานะจึงกล่าวกับพระปิณโฑลภารทวาชะว่า ?คำพูดเหล่านั้นย่ำยีเยาะเย้ยพระพุทธศาสนา ก็ท่านมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก จงเหาะขึ้นไปเอาบาตรใบนั้นลงมาเถิด?

พระปิณโฑลภารทวาชะเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลแห่งกรุงราชคฤห์ เมื่อเจริญวัยแล้วศึกษาไตรเพท เที่ยวสอนมนต์แก่มานพ 500 คน วันหนึ่งได้ฟังพระธรรมกถาของพระบรมศาสดา เกิดศรัทธาออกบวชแล้วบำเพ็ญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตผล เมื่อพระโมคคัลลานเถระกล่าวเช่นนั้น พระปิณโฑละแสดงปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปปลดบาตร แล้วถือบาตรนั้นเหาะเวียนรอบกรุงราชคฤห์ 3 รอบ ราชคหเศรษฐีเห็นพระเถระแสดงแล้ว จึงนิมนต์มายังเรือนให้นั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้ หมอบกราบรับบาตรมาบรรจุภัตตาหารที่มีรสโอชาจนเต็ม แล้วน้อมถวายแด่พระเถระ พระเถระรับบาตรแล้วกลับสู่พระวิหาร ชาวกรุงราชคฤห์ที่ยังมิได้เห็นเหตุการณ์นั้น พากันมาชุมนุมขอร้องให้พระเถระแสดงปาฏิหาริย์อีก

พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในพระวิหาร ทรงสดับเสียงมหาชนที่ติดตามพระเถระมาอื้ออึงอยู่ จึงตรัสถามพระอานนท์ ทรงทราบความแล้วจึงเรียกประชุมสงฆ์? ทรงตำหนิพระเถระว่า ?การนั้นมิใช่กิจของสมณะ ไฉนเธอจึงได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์แก่พวกคฤหัสถ์ เพราะเหตุแห่งบาตรไม้จันทน์นี้ การกระทำของเธอไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสแก่เหล่าชนที่ยังไม่เลื่อมใส? จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามมิให้ภิกษุแสดงปาฏิหาริย์ซึ่งเป็นอุตริมนุสธรรม แล้วรับสั่งให้ทำลายบาตรไม้จันทน์นั้น บดให้ละเอียดใช้เป็นยาหยอดตาแก่ภิกษุทั้งหลาย การใช้บาตรของพระภิกษุที่ทำด้วย ทองคำ เงิน ทองแดง และแก้วมณี เป็นต้น ชาวบ้านติเตียน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบัญญัติ อนุญาตบาตร 2 ชนิด คือ บาตรเหล็ก และบาตรดิน เท่านั้น แต่ทรงอนุญาตให้มีเชิงบาตรได้

พุทธบัญญัติดังกล่าวเดียรถีย์ทราบดีจึงคิดท้าทายพระพุทธองค์ โดยพระพุทธองค์ได้ตอบคำกราบทูลของพระเจ้าพิมพิสารว่า สิกขาบทนั้นบัญญัติไว้เพื่อห้ามพระสาวก ไม่ได้ห้ามพระพุทธองค์ และทรงอธิบายต่อไปว่า การแสดงยมกปาฏิหาริย์นั้นเป็นการแสดงของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ซึ่งแสดงที่กรุงสาวัตถี พระบรมศาสดาก็จะแสดงที่กรุงสาวัตถีเช่นกัน

พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ณ บริเวณสถูปยมกปาฏิหาริย์ ซึ่งห่างจากวัดพระเชตวันประมาณ 2 กม. ท่ามกลางสายตาประชาชนที่มาชุมนุมรอดูอยู่อย่างหนาแน่น เดียรถีย์ไม่สามารถแสดงปาฏิหาริย์ใดๆ ได้ประสบความพ่ายแพ้ เมื่อทรงแสดงเสร็จแล้ว พระพุทธองค์ก็ย่างพระบาท 3 ก้าวเสด็จขึ้นสู่ดาวดึงส์ ทรงโปรดพระพุทธมารดาและจำพรรษาอยู่ ณ ที่นั้น

สถูปยมกปาฏิหาริย์ปัจจุบันเหลือเพียงเนินดิน เมื่อไต่ขึ้นไปข้างบนก็มีลักษณะเป็นซากอาคารก่ออิฐให้พวกเราสักการบูชาไหว้พระสวดมนต์และปิดทอง และฟังพระวิทยากรอธิบายเรื่องยมกปาฏิหาริย์อย่างที่เล่ามา

อ่านต่อฉบับหน้า

( ที่มา: ลานโพธิ์ ฉบับที่ 1047 เดือนพฤษภาคม 2553 : ไหว้พระแดนพุทธภูมิ ตอน 6?? เรื่องโดย..กมล ฉายาวัฒนะ ภาพโดย.. กองบรรณาธิการ )

ลิขสิทธิ์ ? 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.

Copyright Bangkoksarn Publishing 2010.? Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools


แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ 09 กันยายน 2010 เวลา 13:46 น. )