เรื่องโดย กมล ฉายาวัฒนะ ภาพโดย กองบรรณาธิการ
ก่อนจะเข้าวัดเชตวัน ได้แวะบ้านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้สร้างพระเชตวันมหาวิหารถวายสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นบุตรของ สุมนเศรษฐี แห่งเมืองสาวัตถี เดิมชื่อ สุทัตตะ เป็นผู้ใจบุญสุนทาน ชอบทำทานแก่คนยากจน ทำให้ได้ชื่อว่า อนาถบิณฑิกซึ่งแปลว่า ผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา เมื่อบิดาสิ้นชีวิตได้ครอบครองทรัพย์สมบัติสืบต่อมา เมื่อครั้งไปค้าขายที่เมืองราชคฤห์ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้สดับพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องอนุปพพิกถา ว่าด้วยเรื่องทานกถา เรื่องศีลคือสีลกถา เรื่องสวรรค์คือ สัคคกถา เรื่องโทษและความเลวทรามเศร้าหมองแห่งกาม คือ กามาทีนวกถา
และทรงแสดงอานิสงส์แห่งการออกจากกาม คือ เนกขัมมานิสังสกถา ต่อจากนั้นทรงแสดงสามุกกังสิกธรรมเทศนา ว่าด้วยอริยสัจ4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้บรรลุโสดาปัตติผล และได้ประกาศตนเป็นอุบาสกน้อมรับพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะตลอดชีวิต และได้ออกปากนิมนต์ให้พระพุทธองค์ไปโปรดสัตว์ที่เมืองสาวัตถี
เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีกลับถึงเมืองสาวัตถี ได้มองหาสถานที่จะสร้างพระอารามถวายพระพุทธเจ้า ได้ไปขอซื้ออุทยานของเจ้าเชตกุมาร ซึ่งอยู่นอกเมืองสาวัตถีตอนใต้ เพื่อสร้างพระอารามดังกล่าว ตอนแรกเจ้าเชตกุมารไม่ยอมขาย แต่ออกปากพูดว่า ถ้าอนาถบิณฑิก เศรษฐีเอาเหรียญทองมาปูให้เต็มอุทยานจึงจะยอมขาย ท่านเศรษฐีก็ทำได้จริงๆ
เจ้าเชตเห็นความมีศรัทธาอย่างแรงกล้าของอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงยอมลดราคาให้กึ่งหนึ่ง โดยคิดเพียง 18 โกฏิกหาปณะ อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงใช้เงินอีก 18 โกฏิกหาปณะ สร้างมหาวิหาร สร้างพระอาราม และใช้เงินทำการฉลองอีก 18 โกฏิกหาปณะ รวม 54 โกฏิกหาปณะ เรียกชื่อพระอารามตามนามเจ้าของเดิมว่า เชตวัน
แล้วน้อมถวายพระพุทธเจ้า ทำให้เป็นที่อิจฉาริษยาอารามตามนามเจ้าของเดิมว่า เชตวัน แล้วน้อมถวายพระพุทธเจ้า ทำให้เป็นที่อิจฉาริษยาของนักบวชและพวกนอกศาสนาอื่น มีการกล่าวร้ายใส่ความพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนามากมาย จนต้องมีการแสดงยมกปาฏิหาริย์ดังที่กล่าวมาแล้ว พระพุทธองค์ได้ประทับที่นี่เป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงแรกประทับติดต่อกัน 19 ปี บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเหลือเพียงรากฐานเป็นเค้าโครงของอาคารใหญ่ก่ออิฐถือปูน มีห้องเก็บทรัพย์สมบัติหลายห้อง ทำให้พอมองเห็นความใหญ่โตและความมั่งคั่งของผู้เป็นเจ้าของได้ดี
เมื่อเข้าไปสู่พระมหาอารามเชตวันแล้ว ก็จะเห็นซากโบราณสถานเป็นร่องรอยของอาคารก่ออิฐจำนวนมากมายหลายหลัง เพียงแต่อยู่ห่างๆ กัน และมีแมกไม้เรียงรายเป็นระยะ หากไม่มีหมอกหนาอย่างที่เป็นอยู่ในช่วงนี้คงจะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
พระเชตวันมหาวิหาร ซากอาคารหลังแรกคือ สังฆสภา ซึ่งเป็นที่ประชุมสงฆ์ในการบริหารศาสนกิจ และบัญญัติ พระวินัย เมื่อมีผู้นำความมากราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงตราเป็นพุทธบัญญัติ พระสงฆ์ที่ประชุมร่วมกันมีส่วนในการพิจารณาตัดสินความ เสนอความเห็น แล้วพระพุทธองค์จึงทรงตราเป็นพุทธบัญญัติ
มีกรณีสำคัญที่พระพุทธองค์เรียกประชุมสงฆ์เพื่อพิจารณาคดีความในครั้งนั้น คือ กรณีธิดาเศรษฐีปรารถนาจะบวชตั้งแต่ยังเป็นสาว แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากบิดา-มารดา จนกระทั่งแต่งงานไปอยู่กับสามีแล้วมีครรภ์ขึ้น โดยที่นางยังไม่ทราบและสามีเองก็ไม่ทราบ เมื่อขออนุญาตสามีเพื่อจะบวช สามียินดีนำนางไปบวชในสำนักนางภิกษุณีผู้ที่เป็นพวกของพระเทวทัต ต่อมาครรภ์ของนางแก่ขึ้น ภิกษุณีทั้งหลายรู้เข้า นำความไปบอกกับพระเทวทัต พระเทวทัต สั่งให้ขับนางออกจากวัดและให้สึกทันที แม้นางจะอ้อนวอนและบอกว่าตนเองไม่ทราบตนเองบริสุทธิ์ พระเทวทัตก็ไม่ยอมเชื่อ นางได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ พระบรมศาสดาทรงทราบดีว่า นางมีครรภ์ตั้งแต่ยังเป็นคฤหัสถ์ แต่เพื่อให้นางบริสุทธิ์สะอาดจริงๆ จึงให้นางวิสาขาและพระราชามาตรวจ ซึ่งก็เป็นจริงดังที่กล่าว
ครั้นครบกำหนดนางคลอดบุตรชายที่มีอานุภาพ และพระราชาทรงรับไปเลี้ยงดูในพระราชวัง ภายหลังกุมารปรารถนาจะบวช ได้ทูลขอกับพระราชา พระราชาไม่ขัดข้องและจัดให้บวชในสำนักของพระบรมศาสดา และไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา
ต่อมาพวกพระภิกษุพากันสนทนาในโรงธรรมว่า พระบรมศาสดามีอุปการะแก่พระเถระน้อย และพระเถรีแม่ลูกมากเหลือเกิน พระพุทธองค์ทรงทราบจึงตรัสว่า เรื่องการช่วยคนนี้ในอดีตมีมาแล้ว เช่นเรื่องเนื้อนิโครธเข้าไปช่วยชีวิตเนื้อแม่ลูกอ่อน พระพุทธองค์ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เพราะคนอาศัยคนอื่นไม่สามารถจะมีสวรรค์หรือมรรคเป็นที่ไปในเบื้องหน้าได้ ฉะนั้น ตนนั้นแหละเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ เพราะบุคคลมีตนที่ฝึกฝนดีแล้วย่อมได้ที่พึ่งที่บุคคลหาได้โดยยาก? ย่อมได้ที่พึ่งที่บุคคลหาได้โดยยาก
ถัดจากธรรมสภา เดินเข้าไปถึง เจดีย์พระอรหันต์ 8 ทิศ หรือที่ประทับของพระอรหันต์ ได้แก่ พระมหากัสสปะ พระสิวลี พระโมคคัลลานะ พระองคุลีมาล พระอานนท์ พระสารีบุตร เป็นต้น มีข้อสังเกตว่าที่ประทับของพระสิวลี พระสารีบุตร และของพระบรมศาสดามีขนาดเท่าๆ กันอันเป็นแนวทางแห่งการบริหารงานที่อธิบายได้ว่า กำลังทรัพย์ ได้แก่พระสิวลี กำลังสติปัญญา ได้แก่ พระสารีบุตร กำลังบริหาร ได้แก่พระบรมศาสดา ซึ่งต้องใช้และประสานอย่างใกล้เคียงกัน
ต่อไปเป็นกุฏิของพระอรหันต์ต่างๆ มีที่น่าสนใจคือ กุฏิของพระสิวลี ที่มีผู้นิยมกราบไหว้สักการะขอพรเป็นพิเศษ ด้วยพระสิวลีนั้นเป็นโอรสของพระนางสุปปวาสา พระราชธิดาของพระเจ้ากรุงโกลิยะ ปรากฏว่าตั้งแต่ท่านปฏิสนธิในครรภ์เกิดลาภสักการะแก่พระมารดาเป็นอันมาก ตามตำนานว่าอยู่ในครรภ์มารดาถึง 7 ปี ครั้นประสูติแล้วทำกิจการต่างๆ ได้ทันที ต่อมาท่านบวชในสำนักพระสารีบุตร ในวันที่บวช พอมีดโกนตัดกลุ่มผม ครั้งที่ 1 ได้บรรลุโสดาปัตติผล ครั้งที่ 2 ได้บรรลุสกทาคามิผล ครั้งที่ 3 ได้บรรลุอนาคามิผล พอปลงผมเสร็จก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล
ท่านสมบูรณ์ด้วยปัจจัยลาภและทำให้ลาภเกิดแก่ภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางมีลาภมาก ซึ่งปุถุชนที่มากราบไหว้ก็อยากมีลาภเช่นกัน ที่กุฏิของท่านจึงมีผู้กราบไหว้สักการะปิดทองกันเหลืองอร่าม เข้าไปตรงกลางของพระเชตวันมหาวิหาร มีมหามูลคันธกุฎี ที่ประทับของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งก็คล้ายคลึงกับมูลคันธกุฎีที่อื่นๆ คือเป็นอาคารเล็กๆ ไม่กว้างขวางมากนัก แต่ก็เรียกได้ว่าใหญ่กว่าที่อื่นๆ บ้าง คณะของเราได้ไหว้พระสวดมนต์สรรเสริญพระรัตนตรัยกันที่นี่
ขณะเดียวกันก็มีผู้แสวงบุญชาวต่างประเทศจากที่อื่นพากันมาคับคั่งอยู่พอสมควรขากลับเดินออกมาสักการะ อานันทโพธิ หรือ ต้นโพธิ์พระอานนท์ เป็นต้นโพธิ์ขนาดใหญ่มีอายุกว่า 2,000 ปี นับว่ามีความสำคัญเพราะพระพุทธองค์ทรงกำหนดให้เป็นเจดียสถานแห่งหนึ่ง
ในสมัยนั้นชาวเมืองสาวัตถีที่เข้าไปในพระเชตวันมหาวิหาร ล้วนนำดอกไม้ของหอมไปด้วยเพื่อบูชาพระบรมศาสดา แต่ในบางคราวพระพุทธองค์เสด็จจาริกไปตามชนบทเพื่อสงเคราะห์เวไนยสัตว์ ชาวเมืองนำเครื่องบูชาไปวางไว้ที่ประตูพระคันธกุฎี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเห็นเหตุนั้น จึงขอร้องพระอานนท์ให้หาสถานที่ที่ควรสักแห่งหนึ่ง เพื่อให้ชนทั้งหลายวางเครื่องสักการบูชาพระพุทธองค์ในเวลาที่พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหาร พระอานนท์จึงได้เข้าไปกราบทูลถามพระบรมศาสดาว่า เมื่อพระองค์ไม่อยู่จะทำเจดีย์ไว้ให้ประชาชนสักการะได้หรือไม่ พระพุทธองค์ตรัสว่า เจดีย์มี ๔ ประเภท คือ
๑. ธาตุเจดีย์ สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
๒. บริโภคเจดีย์ คือสิ่งหรือสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยทรงใช้สอย
๓. อุเทสิกเจดีย์ ได้แก่ พระพุทธรูป คือรูปเหมือนพระพุทธเจ้า
๔. ธรรมเจดีย์ คือที่บรรจุพระธรรมคำสั่งสอน
ธาตุเจดีย์จะมีได้ก็ต่อเมื่อเสด็จปรินิพพานแล้ว อุเทสิกเจดีย์สมัยนั้นยังไม่ปรากฏ เพราะยังไม่มีใครสร้าง แต่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พระพุทธองค์ทรงอาศัยเป็นที่ตรัสรู้ แม้ตถาคตจะยังมีชีวิตอยู่หรือปรินิพพานแล้ว ถือเป็นเจดีย์ได้เหมือนกัน
พระอานนท์จึงทูลขออนุญาตนำต้นโพธิ์มาปลูกไว้ข้างทางเข้าพระเชตวันมหาวิหาร พระพุทธองค์ทรงเห็นด้วย ตรัสว่า ?ดีแล้วอานนท์ เธอทำดังนั้น พระเชตวันก็จักเป็นเสมือนตถาคตประทับอยู่เป็นนิตย์ พระอานนท์ได้ไปบอกพระโมคคัลลานะๆ จึงไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เอาจีวรรับลูกโพธิ์สุกที่หล่นจากขั้วแต่ยังไม่ถึงพื้นดินนำมาถวายพระอานนท์
พระอานนท์ได้ถวายให้พระราชา พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงปลูก พระราชาดำริว่า ความเป็นพระราชามิได้ดำรงอยู่ตลอดไป ควรที่จะให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีปลูกต้นโพธิ์นี้ ทรงวางผลโพธิ์สุกในมือเศรษฐี อนาถบิณฑิกเศรษฐีวางเมล็ดโพธิ์ลงในหลุม โพธิ์ก็งอกเติบโตต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปโดยรอบ
พระราชาทรงรดน้ำสุคนธรส พระอานนท์กราบทูลขอให้พระบรมศาสดาประทับเข้าสมาบัติ ณ โคนโพธิ์นั้น เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน พระพุทธองค์ทรงประทับที่โคนโพธิ์นั้นด้วยความสุข เกิดแต่สมาบัติตลอดราตรีหนึ่ง และโพธิ์ต้นนี้เรียกว่า อานันทโพธิ์ หรือ ต้นโพธิ์ของพระอานนท์ มีอายุยืนยาวมากว่า 2,000 ปี ปัจจุบันยังคงเจริญงอกงามเป็นปกติและได้รับการดูแลอย่างดี
อ่านต่อฉบับหน้า
( ที่มา: ลานโพธิ์ ฉบับที่ 1048 เดือนมิถุนายน 2553 : ไหว้พระแดนพุทธภูมิ ตอน 7 เรื่องโดย..กมล ฉายาวัฒนะ ภาพโดย.. กองบรรณาธิการ )
ลิขสิทธิ์ 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.
Copyright Bangkoksarn Publishing 2010. Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools




