สถูป ขนาดใหญ่ที่เหลือเป็นเพียงเนินดิน มองดูสูงกว่าที่ใดๆ ในนครสาวัตถี อยู่ข้างทางระหว่างเมืองพาลัมปุระกับเมืองสราวัสสติ นับจากพระเชตวันมหาวิหารประมาณ 2 กม.ครึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า สวนมะม่วงของคัณฑะ สันนิษฐานว่าสถานที่นี้คือที่ ที่พระบรมศาสดาทรงแสดง ยมกปาฏิหาริย์
ในอรรถกถาธรรมบทเล่าไว้ว่า สมัยนั้นในกรุงสาวัตถี ลาภสักการะอันเคยบริบูรณ์แก่เหล่าเดียรถีย์ได้เสื่อมถอยลงเป็นลำดับ เพราะมหาชนหันมานับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น เป็นเหตุให้พวกเดียรถีย์หาทางทำลายพระพุทธศาสนาทุกวิถีทาง พวกเดียรถีย์มีความเห็นพ้องกันว่า สาเหตุเพราะสำนักของพระสมณโคดมเป็นทำเลที่ดี การคมนาคมสะดวกแก่เหล่าชนที่จะไปฟังธรรม ลาภสักการะจึงเกิดแก่พระสมณโคดมมากมาย เหล่าเดียรถีย์จึงคิดสร้างสำนักของตนขึ้น ณ หลังพระเชตวันวิหาร ได้นำเครื่องบรรณาการไปถวายแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล แล้วขอพระราชทานที่ดินเพื่อสร้างสำนักของตน
ขณะดำเนินการก่อสร้าง พระพุทธองค์ทรงดำริว่า การนี้อาจเป็นเสี้ยนหนามต่อพระศาสนาในอนาคต จึงให้พระอานนท์ไปทูลพระเจ้าปเสนทิโกศล
พระเจ้าปเสนทิโกศลปฏิเสธไม่ยอมให้เข้าพบ ไม่ว่าจะเป็นพระอานนท์ พระสารีบุตร หรือ พระโมคคัลลานะ พระบรมศาสดาจึงต้องเสด็จไปด้วยพระองค์เอง พระพุทธองค์เสด็จไปแล้วไม่ตรัสถามความใด แต่ทรงยกภรุชาดกเป็นอุทาหรณ์ว่า ในอดีตมีนักบวช 2 พวก พำนักอยู่ ณ โคนต้นไทร พวกหนึ่งอยู่ทางทิศเหนือ พวกหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ ต่อมาต้นไทรทางทิศใต้เกิดเหี่ยวแห้งตายหมด จึงอพยพไปทางทิศเหนือ ประสงค์จะไปอยู่ ณ ที่นั้น เกิดการทะเลาะกับพวกที่อยู่ก่อน เพราะการแย่งที่พำนัก จึงพากันไปให้พระราชาแห่งกรุงภรุตัดสิน นักบวชฝ่ายหนึ่งได้ถวายเรือสำหรับเป็นราชพาหนะแก่ภรุราชา
พระราชาตัดสินให้ฝ่ายที่มอบเรือเป็นผู้ชนะ ด้วยความลำเอียงทำให้เทวดาที่อยู่ในภรุรัฐทั้งสิ้นโกรธ เพราะเหตุที่พระราชาทำให้ผู้มีศีลทะเลาะกันด้วยอำนาจแห่งฉันทาคติ เทวดาจึงบันดาลให้เมืองภรุจมลงไปใต้ทะเล ประสบความพินาศอย่างใหญ่หลวง ล่มจมลงทั้งแว่นแคว้น
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้สดับดังนั้น จึงมีรับสั่งให้ขับนักบวชเหล่านั้นออกไป แล้วทรงสร้างที่นั้นให้เป็นอารามสำหรับภิกษุณี พระราชทานนามว่า ราชการาม กรุงสาวัตถีจึงมีอารามเกิดขึ้นใกล้พระเชตวันวิหารด้วยเหตุนี้
พระพุทธองค์เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี รับสั่งกับพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า พระองค์ทรงมีพระประสงค์จะแสดง ยมกปาฏิหาริย์ ณ ชานกรุงสาวัตถี ในวันเพ็ญ เดือน 8 พระบรมศาสดาทรงกระทำ ยมกปาฏิหาริย์ ต่อคำท้าทายของพวกเดียรถีย์นิครนถ์ ซึ่งเป็นการแสดงครั้งสำคัญ และครั้งสุดท้ายของพระบรมศาสดา ทำให้ประชาชนชาวเมืองสาวัตถีเกิดความตื่นเต้นในอภินิหารของพระบรมศาสดา และทำให้ลัทธิศาสนาอื่นๆ ในนครสาวัตถีเสื่อมลงไป ใครๆ ก็พากันมาสนใจกับพระพุทธศาสนามากขึ้น
เวลานั้นประชาชนมาชุมนุมรอดูปาฏิหาริย์ของพระพุทธองค์อย่างหนาแน่น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ คือ ปาฏิหาริย์คู่ เช่น ทำให้ไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องบน น้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องล่าง ไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้า น้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องหลัง ไฟพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย น้ำพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา น้ำพุ่งออกจากพระกรรณซ้าย ซึ่งพวกเดียรถีย์นิครนถ์ไม่มีปัญญาทำได้เลย ต้องแตกพ่ายแพ้ไปอย่างไม่เป็นท่า
( ที่มา: ลานโพธิ์ ฉบับที่ 1083 เดือนธันวาคม 2554 : สถูป ยมกปาฏิหาริย์ )
ลิขสิทธิ์ 2011 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมล หรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.
Copyright Bangkoksarn Publishing 2011. Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools





