ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น

Wednesday
Sep 17th
ป้ายโฆษณา
หน้าแรก พระเกจิอาจารย์ สายตะวันออก-ตก-กลาง หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ เจ้าตำรับแห่งความคงกระพัน ตอนที่ 1

หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ เจ้าตำรับแห่งความคงกระพัน ตอนที่ 1

อีเมล พิมพ์ PDF

ภาพและเรื่องโดย..ศักดิ์ อโยธยา

หลวงพ่อขัน อินฺทปญฺโญ (ภาพนี้เข้าใจว่าน่าจะถ่ายก่อนมรณภาพไม่นานนัก)หลังจากที่เรื่องราวของ ?หลวงพ่ออ่ำ? จบลงไป ใคร่ขอเสนอประวัติของศิษย์เอกองค์หนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยเอ่ยถึงท่านแบบประปราย ไม่ได้ลงลึกไปในรายละเอียดเพราะเห็นว่าน่าจะยกเอามากล่าวต่างหาก เนื่องจากมีสาระที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบูรพาจารย์องค์นั้น ท่านผู้นี้คือ ?หลวงพ่อขัน? วัดนกกระจาบ ซึ่งถือเป็นเจ้าตำรับแห่งความคงกระพันของเมืองอยุธยาก็ว่าได้ เพราะเล่าลือกันมาตั้งแต่สมัยที่ท่านยังมีชีวิตตราบปัจจุบันว่า ถ้าใครได้สักยันต์หรือมีวัตถุมงคลของหลวงพ่อขัน แมลงวันไม่มีทางได้กินเลือด มิพักต้องพูดถึงเรื่องตายโหง

?

?

ซึ่งหมายถึงว่าตายผิดธรรมดาด้วยอาการร้าย โดยเฉพาะถูกฆ่าตายหรือเกิดอุบัติเหตุถึงชีวิต ขนาดมีลูกศิษย์ลูกหาทั้งประเภทเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นต้นว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร พระยาอุภัยพิพากษา (เกลื่อน ชัยนาม) อดีตผู้พิพากษาศาลมณฑลอยุธยา พระยาอนันต์ยุทธกาจ (ปลื้ม ลัยนันทน์) อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรมณฑลเดียวกัน

?

รูปหล่อหลวงพ่อขัน ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่บนหอสวดมนต์ หอสวดมนต์ซึ่งสร้างในสมัยหลวงพ่อขันเป็นเจ้าอาวาส ปัจจุบันยังมีสภาพค่อนข้างดี ภาพ ศาลกรมหลวงชุมพรฯ สร้างโดยคณะบุคคลซึ่งมีความศรัทธานับถือ เมื่อ พ.ศ.2537

โดยเฉพาะ 2 ท่านหลังนี้ เป็นที่รู้กันอย่างดีในหมู่ชาวบ้านว่า ล้วนไปมาหาสู่ที่วัดนกกระจาบเป็นประจำ ทั้งๆ ที่การคมนาคมในยุคดังกล่าวค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากหากไม่ขี่ม้าหรือเดินเลาะลัดตัดทุ่งนา ก็ต้องหันหน้าไปพึ่งเรือแจวเรือพายซึ่งใช้เวลาเที่ยวละเกือบครึ่งค่อนวัน เพราะช่วงนั้นยังไม่มีถนนหนทางอย่างสมัยนี้ ถ้าไม่ดีจริงๆ เรื่องอะไรจะมีคนสู้อุตส่าห์ด้นดั้นไปหาอยู่เนืองๆ

แต่ก่อนที่จะดำเนินเรื่องเป็นลำดับไป ใคร่ขอเรียนเอาไว้ตรงนี้สักเล็กน้อยว่า สำหรับพระเกจิอาจารย์ท่านนี้ ผู้ที่นำประวัติของท่านมาเผยแพร่ผ่านนิตยสารพระเครื่องฉบับหนึ่ง (เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน) ก็คือผู้เขียนเองไม่ใช่ใครที่ไหน จึงขอได้โปรดเข้าใจเอาไว้ด้วยว่า ถ้าเนื้อหาสาระเกิดไปเหมือนหรือคล้ายกับที่เคยอ่านกันมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ฉกฉวยคัดลอกของคนอื่นมา หากแต่ว่าเป็นการนำต้นฉบับเก่ามาขัดเกลาหรือเรียบเรียงขึ้นใหม่ (และถ่ายภาพประกอบเรื่องเพิ่มเติมโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับวัด ซึ่งหากจะว่าไปได้รับการปฏิสังขรณ์ ปรับปรุงจนดูแปลกตาหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนกัน)

ภาพถ่ายหลวงพ่อขันซึ่งนัยว่า ถ่ายในช่วงหลังจากเป็นเจ้าอาวาสวัดนกกระจาบใหม่ๆ

หอสวดมนต์ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อขัน ป้ายวัดนกกระจาบริมถนนเลาะหมู่บ้านด้านหลังวัด (แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นด้านหน้า ) ทิวทัศน์ลำคลองบางบาล ซึ่งไหลผ่านหน้าวัดนกกระจาบ ศาลาท่าน้ำสร้างโดยหลวงฤทธิ์ณรงค์รอน (เจ๊ก แสงมณี) คหบดีชาวคลองบางหลวง

สำหรับประวัติของท่านผู้นี้มีอยู่ว่า เดิมชื่อ ?ขัน? นามสกุล ?คงสุขี? เกิดที่บ้านหัวตะพาน(ปัจจุบันคือ ต.สะพานไทย) แขวงเสนาใน (อ.บางบาล) เมืองกรุงเก่า (จ.พระศรีอยุธยา) เมื่อเวลา 14.45 น. วันพฤหัสบดี ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก พ.ศ.2415 โยมบิดาชื่อ ?ชื่น? โยมมารดาชื่อ ?ส่าน? (ภูมิลำเนาเดิมอยู่ ?บ้านสาย? อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง) มีพี่น้องร่วมอุทร 4 คนคือ

1. หลวงพ่อขัน คงสุขี
2. นายเขียน คงสุขี
3. นายเล็ก คงสุขี
4. นางจับ ปั้นราคา (ภรรยานายเฉย ปั้นราคา)

และที่น่าจะกล่าวเอาไว้ตรงนี้เสียด้วยก็คือ เมื่อหลวงพ่อขันเจริญวัยอายุได้ประมาณ 7?8 ปี ก็ตกที่นั่งกำพร้ามารดา เพราะเหตุว่าหลังจากคลอดน้องสาว (คนเล็ก) ได้ไม่นานก็ถึงแก่กรรม ทำให้ท่านต้องรับภาระหนัก เนื่องจากต้องรับใช้ช่วยเหลือบิดา ทั้งในเรื่องการทำนาซึ่งเป็นอาชีพหลักของครอบครัวและเลี้ยงดูน้องๆ ถึง 3 คนด้วยกัน ทำให้หลวงพ่อขันไม่ค่อยจะได้ไปเรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วไป ทั้งๆ ที่บ้านอยู่ใกล้วัดไผ่ล้อม ซึ่งถือเป็นสถานศึกษาประจำหมู่บ้าน เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนที่แยกเป็นเอกเทศเหมือนทุกวันนี้ และผู้ที่ทำหน้าที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้หรือสอนหนังสือคือพระภิกษุในวัดนั่นเอง

กระทั่งอายุครบกำหนดตามพุทธบัญญัติ บิดาได้จัดพิธีอุปสมบทให้ ณ พัทธสีมาวัดตะโก (หรือวัดจันทาราม) แขวง (อำเภอ) เดียวกัน ได้รับการขนานนามฉายาว่า ?อินฺทปญฺโญ? แต่ไม่ปรากฏชัดว่าพระอุปัชฌาย์คือท่านผู้ใด จำกันได้แม่นยำเพียงพระกรรมวาจาจารย์ ซึ่งได้แก่ ?หลวงพ่ออ่ำ? วัดวงษ์ฆ้อง เพียงเท่านั้น (มีบางคนที่สันนิษฐานว่าพระอุปัชฌาย์น่าจะเป็น ?หลวงพ่อสุ่น? วัดบางปลาหมอ ส่วนพระอนุสาวนาจารย์นั้นอาจเป็น ?หลวงพ่อปั้น? วัดพิกุลฯ หรือ ?หลวงพ่อปุ้ย? วัดขวิดก็ได้)

อย่างไรก็ดี มีคำบอกเล่ากันสืบมาว่า หลังจากบรรพชาอุปสมบทแล้ว ?พระขัน อินฺทปญฺโญ? ได้ติดตาม ?หลวงพ่ออ่ำ? เข้าไปจำพรรษา ณ วัดวงษ์ฆ้อง เพื่อศึกษาอักขรสมัยและวิชาอาคมกับพระกรรมวาจาจารย์แบบไม่รอช้า จึงทำให้สันนิษฐานกันว่าช่วงก่อนหน้าที่จะบวชนั้น หลวงพ่อขันอาจจะเป็นลูกศิษย์อยู่แล้วก็ได้ หรือไม่เช่นนั้นบรรพบุรุษคงนับถือคุ้นเคยกับหลวงพ่ออ่ำอย่างมาก สังเกตได้จากกรณีที่นิมนต์ท่านผู้นั้นมาเป็นคู่สวดให้

เหรียญ (รูป) หลวงพ่อขัน (เนื้อเงิน) รุ่นแรกและรุ่นเดียว เหรียญ (รูป) หลวงพ่อขัน (เนื้อเงิน) รุ่นแรกและรุ่นเดียว

เพราะหากจะว่าไปในละแวกแขวงหรืออำเภอดังกล่าว น่าจะหานิมนต์คู่สวดได้ไม่ยาก เพราะทั้งพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์บัญญัติสอดคล้องกันว่า พระภิกษุที่มีพรรษาพ้น 5 อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้เป็นคู่สวดได้ ไม่ว่าจะเป็นสมภารเจ้าวัดหรือพระลูกวัดก็ตามที ต่างจากกรณีของพระอุปัชฌาย์ที่ไม่เพียงต้องมีพรรษาพ้น 10 เท่านั้น ยังต้องเป็นพระสังฆาธิการหรือเจ้าคณะปกครองที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอีกต่างหาก

อนึ่ง ในปีที่บวชหลวงพ่อขันนั้น สันนิษฐานว่าหลวงพ่ออ่ำ (ซึ่งเกิดปีกุน พ.ศ.2406) คงจะมีอายุประมาณ 29 หรือ 30 ปี หรือหลังจากที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดวงษ์ฆ้องไม่นานเท่าไร และในช่วงเดียวกันนี้ก็น่าจะมีฐานะเป็น ?พระสมุห์? ฐานานุกรมของ ?พระครูธรรมิกาจารคุณ? หรือ ?หลวงพ่อฟัก? วัดธรรมิกราชแล้ว เมื่อกล่าวถึงตรงนี้นึกได้ว่า ก่อนหน้านี้ถูกผู้ที่ศรัทธาเลื่อมใสใน ?หลวงพ่ออ่ำ? สอบถามเชิงคาดคั้นเกี่ยวกับเรื่องพระอุปัชฌาย์และเจ้าของฐานาฯ ซึ่งผู้เขียนเคยกล่าวเอาไว้ในฉบับก่อนๆว่าคือ ?หลวงพ่อฟัก? อย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ จึงอยากจะขอคำยืนยันอีกครั้ง เพราะภายหลัง อ่านพบบทความของนักเขียนชื่อดังท่านหนึ่งระบุว่า ทั้งพระอุปัชฌาย์และเจ้าของฐานาฯ น่าจะเป็น ?พระธรรมราชานุวัตร (อาจ)? วัดศาลาปูน มากกว่าองค์อื่นใด โดยบอกว่าได้ยินคำบอกเล่ามา 2 องค์ด้วยกัน นอกจากองค์ที่ว่านั้นยังมี ?พระวิสุทธาจารเถร (เลื่อง)? วัดประดู่ฯอยู่ด้วยองค์หนึ่ง โดยเจ้าตัวบอกว่าสาเหตุที่ต้องถามเพราะรู้สึกเคลือบแคลงกังขาอย่างมาก

?

เจดีย์หลังอุโบสถซึ่งมีรูปทรงแปลกกว่าเจดีย์วัดอื่น หลวงพ่ออ่ำ อินฺทปญฺโญ (ฉายาเดียวกับหลวงพ่อขัน) ปฐมาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้ หลายอย่าง สะพานคอนกรีตเสริมเหล็กเชื่อมระหว่างศาลาท่าน้ำกับแพท่าหน้าวัด

เนื่องจากนักเขียนท่านนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นคนกรุงเก่า ทั้งหนังสือดังกล่าวยังเป็นที่ยอมรับนับถือกันทั่วไป โดยเฉพาะในเรื่องความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล ดังนั้นจึงเห็นว่า น่าจะนำสาระที่ผู้เขียนเคยตอบบุคคลดังกล่าวไปมาลงไว้ตรงนี้อีกครั้ง เพื่อให้ผู้อ่านพิจารณากันเองว่า ระหว่าง ?พระธรรมราชานุวัตร (อาจ)? วัดศาลาปูน กับ ?เจ้าอธิการฟัก? วัดธรรมิกรา (สมณศักดิ์ในขณะนั้น) องค์ไหนกันที่ควรจะเชื่อว่าน่าจะเป็นพระอุปัชฌาย์ของ ?หลวงพ่ออ่ำ? โดยมีประเด็นที่ใคร่หยิบยกเอามาตั้งเป็นตุ๊กตา ดังต่อไปนี้

ประการแรกที่น่าสนใจได้แก่ ?หลวงพ่ออ่ำ? บวชในราว พ.ศ.2426 หรือ 27 เป็นอย่างช้า เพราะเล่ากันว่าตอนที่อายุครบกำหนดก็บวชเลย หากแต่ในปีที่ว่า ?พระธรรมราชานุวัตร (อาจ)? ยังเป็น ?พระครูปลัดสุวัฒนสมณาจารย์? ฐานาฯของ ?สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก)? และยังครองวัดพรหมนิวาสหรือวัดขุนยวน (ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชิดติดวัดของสมเด็จฯองค์นั้น) เพิ่งจะได้เป็นพระราชาคณะ (ชั้นสามัญ) ที่ ?พระญาณไตรโลก? และโปรดฯให้ย้ายมาครองวัดศาลาปูน (สืบต่อจาก ?หลวงปู่? ซึ่งถึงมรณภาพ) เมื่อ พ.ศ.2428 หลัง ?หลวงพ่ออ่ำ? บวชปีหนึ่ง (หรือ 2 ปี) ข้อที่น่าพิจารณาก็คือ ในเมื่อยังเป็น ?พระครูฐานาฯ? และสมเด็จฯองค์ที่ว่าก็ยังมีชีวิตอยู่ พระครูปลัดฯ (อาจ) จะได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ซ้อนขึ้นมาอีกองค์หรือ?

ประการที่ 2 ก็คือ ในคราวที่ ?นายเสียง พนมยงค์? (บิดา ?นายปรีดี พนมยงค์? อดีตนายกรัฐมนตรี) อุปสมบทเมื่อประมาณ พ.ศ.2429 (หรือ 2430) ผู้ที่ได้รับนิมนต์มาเป็นพระอุปัชฌาย์ได้แก่ ?หลวงพ่อศรี? (หรือ ?สี?) วัดประดู่ทรงธรรม ส่วนพระกรรมวาจาฯ และพระอนุสาวนาจารย์ ได้แก่ ?พระอาจารย์เล็ก? วัดญาณเสน และ ?พระญาณไตรโลก (อาจ)? วัดศาลาปูน ตามลำดับ ทั้งๆ ที่ตระกูลนี้น่าจะรู้จักคุ้นเคยกับ ?เจ้าคุณอาจ? มากกว่า ด้วยว่าตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้วัดดังกล่าว หากได้เป็นพระอุปัชฌาย์มาก่อนหน้านั้น ไฉนต้องด้นดั้นไปนิมนต์?หลวงพ่อศรี? มาทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์ ซ้ำยังมีศักดิ์ต่ำกว่าคือเป็นเพียงแค่ ?เจ้าอธิการศรี?

ส่วนประการสุดท้ายนั้น มีคำบอกเล่าตรงกันทั้งในส่วนของเครือญาติและลูกศิษย์ว่า หลังออกจากบ้านมา ?หลวงพ่ออ่ำ? ก็อยู่วัดธรรมิกราช ตั้งแต่เป็นเด็กวัด เป็นสามเณรกระทั่งอุปสมบทที่วัดนี้ โดยไม่ได้สึกหาลาเพศหรือย้ายไปอยู่ที่ไหน แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานว่า ?หลวงพ่อฟัก? ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ตั้งแต่เมื่อใด แต่สิ่งที่ชวนให้เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นพระอุปัชฌาย์ตั้งแต่ช่วงนั้นแล้วก็คือ จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในรัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2431) ซึ่งใช้คำว่า ?เจ้าอธิการฟัก? วัดธรรมิกราช ทุกวาระหรือทุกแห่ง แสดงว่าไม่ได้มีตำแหน่งแค่เจ้าอาวาสธรรมดา แต่อย่างต่ำน่าจะเป็น ?รองเจ้าคณะแขวง? โดยมิพักต้องสงสัย เพราะแม้ในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 (พ.ศ.2445) ซึ่งเชื่อว่าตราขึ้นโดยอาศัยธรรมเนียมที่ยึดถือกันอยู่ก่อนหน้า ยังบัญญัติว่า ?อนึ่ง รองเจ้าคณะแขวงนั้นถ้าไม่ได้อยู่ในสมณศักดิ์ที่สูงกว่า ให้มีสมณศักดิ์เป็นเจ้าอธิการ?

อุโบสถซึ่งว่ากันว่าสร้างโดยหลวงพรหมฯ (ไม่ทราบราชทินนามเต็มและชื่อเดิม)

ในเมื่อมีตำแหน่งสูงถึงเพียงนั้น จึงน่าจะอนุมานได้ว่าคงต้องเป็นพระอุปัชฌาย์ เพราะมีหน้าที่ปกครองดูแลวัดหลายวัดด้วยกัน ยิ่งกว่านั้นยังต้องอยู่ในฐานะที่สามารถให้การอุปสมบทแก่กุลบุตรในพื้นที่ปกครองได้ (ในสมัยดังกล่าวยังไม่มีตำแหน่งเจ้าคณะหมวดหรือเจ้าคณะตำบล มีเพียงรองเจ้าคณะแขวงโดยแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็นเขตๆ) หากจะถามว่ารู้ได้อย่างไรว่า ในปีที่ ?หลวงพ่ออ่ำ? บวชนั้นท่านผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ คำตอบก็คือ แม้จะไม่ปรากฏชัดเรื่องปีที่มรณภาพ แต่สำหรับในปีดังกล่าว ?หลวงพ่อฟัก? ยังมีชีวิตอยู่

แน่นอน เพราะนอกจากจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน (พ.ศ.2431) ที่นำมาอ้าง ยังปรากฏหลักฐานเรื่องการพระราชทานสัญญาบัตรเป็นพระครูในปีถัดมา หลักฐานที่ว่าก็คือราชกิจจานุเบกษา เล่ม 6 แผ่นที่ 43 ลงวันที่ 26 มกราคม ร.ศ.108 (พ.ศ.2432) ความว่า ?พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกปฏิบัติพระสงฆ์ที่พระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ (ในพระราชวังบางปะอิน) ในการเฉลิมพระราชมณเฑียร ครั้นพระสงฆ์ฉันแล้วพระราชทานสัญญาบัตรให้เจ้าอธิการฟัก วัดธรรมิกราช แขวงกรุงเก่า เป็นพระครูธรรมิกาจารคุณ ขึ้นคณะกรุงเก่า พระราชทานตาลิปัตรพุดตานทองแผ่ลวดเป็นเครื่องยศ กับของนอกจากนี้อีกคือผ้าไตร ๑ พัดรองโหมด ๑ บาตรย่ามสักกระหลาด ๑ กาน้ำแลกระโถนลายครามสำรับ ๑ ร่ม ๑ รองเท้า ๑ ผ้าขาวพับ ๑ เทียนมัด ๑?

อนึ่ง เรื่องราชทินนามของพระนี้ เคยพบคนรู้ดีกว่าพระเจ้าแผ่นดินแปลงให้เพี้ยนไปจากที่ทรงคิดพระราชทานอยู่บ่อยๆ อาจจะเป็นเพราะเห็นว่าของเดิมสั้นไปหรือไม่ไพเราะไม่ขลัง อย่างเช่น พระพนรัตน์แปลงเป็นพระนพรัตน์ พระญาณไตรโลกแปลงเป็นพระญาณไตรโลกาจารย์ โดยเฉพาะกรณีของหลวงพ่อฟักนั้น เคยพบบางคนแปลงว่า ?พระครูธรรมิกราชาจารคุณ? ก็มีบางคนก็รู้ดีกว่าพระอุปัชฌาย์แปลงฉายาที่ท่านตั้งให้เป็นอย่างอื่น อาทิ หลวงพ่อกลั่น ธมฺมโชต (ออกเสียงว่า ?ทำมะโช-ติ?) แปลงเป็น ?ธมฺมโชโต? พระธรรมราชานุวัตร (อาจ จนฺทโชโต) แปลงเป็น ?จนทฺโชติ? แต่กระนั้นก็ยังดูไม่สู้กระไร เพราะยังมีที่ร้ายกว่าเข้าไปอีกคือไม่เพียงแปลงเฉพาะท้ายคำเท่านั้น แต่เข้าขั้นเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะกรณีของ หลวงพ่อชม พรฺหมฺโชติ (ออกเสียงว่า ?พรัห์มมะโช-ติ?) วัดพุทไธสวรรย์ ที่ผู้ (สู่) รู้บางท่านดันเปลี่ยนเป็น ?พุทธสโก? เฉยเลย

ส่วนเรื่องที่ว่าเป็นฐานาฯใครแน่นั้น เมื่อขาดหลักฐานคงต้องยึดหลักคาดเดาเอาจากเหตุผลแวดล้อมเช่นเคย กล่าวคือในช่วงที่ ?หลวงพ่ออ่ำ? มีฐานะเป็น ?พระสมุห์? หากเป็นฐานาฯของวัดศาลาปูนจริง ทำไมช่วงเดียวกันวัดนั้นจึงมีตำแหน่งนี้ซ้อนอยู่ ผู้ที่ครองตำแหน่งที่ว่าคือ ?พระสมุห์ชื่น รตนโชโต? (ภายหลังได้เลื่อนขึ้นเป็น ?พระปลัด? และย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพรหมนิวาส ท้ายสุดได้เป็น ?พระครูกุศลธรรมธาดา ? สืบต่อจาก ?พระครูฯสอน? ซึ่งถึงแก่มรณภาพ)

อย่างไรก็ดี ตำแหน่ง ?พระสมุห์? นี้คงต้องย้ำเพื่อความเข้าใจอันดีอีกครั้งว่า ผู้ที่มีฐานานุศักดิ์แต่งตั้งได้คือพระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวง เจ้าคณะแขวง เจ้าคณะเมือง เจ้าคณะมณฑล และพระราชาคณะชั้นสามัญ ส่วนตำแหน่ง ?พระครูสมุห์? นั้น ผู้ชั้นที่มีฐานานุศักดิ์แต่งตั้งได้ก็คือ พระราชาคณะผู้ใหญ่ (ตั้งแต่ ?ชั้นราช? ขึ้นไป) โดยเฉพาะในกรณีของ ?พระญา๊ณไตรโลก (อาจ)? ซึ่งบางคนเข้าใจว่าเป็นเจ้าของฐานาฯที่ ?พระครูสมุห์? ของ ?หลวงพ่ออ่ำ? เพิ่งจะได้เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ (ในนามเดิม) เมื่อ พ.ศ.2442 (ต่อมาเลื่อนเป็น ?พระธรรมราชานุวัตร? เมื่อ พ.ศ.2453 สมัยรัชกาลที่ 6)

เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่สามารถแต่งตั้งฐานาฯดังกล่าวได้ จึงไม่สอดคล้องกับกรณีของ ?หลวงพ่ออ่ำ? ซึ่งว่ากันว่า ท่านเป็น?พระสมุห์? ก่อนหน้า พ.ศ. ดังกล่าวหลายปีและที่ไม่ควรจะลืมก็คือ ช่วงก่อนหน้าที่จะโปรดฯให้อาราธนา ?หลวงพ่ออ่ำ? ไปครองวัดหน้าพระเมรุ ในฐานะเจ้าอาวาสพระอารามหลวง (เมื่อ พ.ศ.2456) นั้น ท่านไม่ได้เลื่อนสมณศักดิ์จาก ?พระสมุห์? (หรือ ?พระครูสมุห์?) เป็น ?พระครูพุทธวิหารโสภณ? แต่เปลี่ยนราชทินนาม จาก ?พระครูธรรมิกาจารคุณ? ไปเป็นชื่อสมณศักดิ์ประจำพระอาราม ตามธรรมเนียมที่ยึดถือกันอยู่ในสมัยนั้น

ทั้งยังมีนัยสำคัญที่น่าคิดอยู่อีกประการหนึ่งด้วยว่า มีหรือพระที่อยากตั้งฐานาฯ ซึ่งถือเป็นลูกศิษย์ (ก้นกุฏิ) ขององค์ที่ตัวเองไม่พึงใจ (ในที่นี้ขอเล่าซ้ำสั้นๆ เพียงว่าด้วยความที่ไม่ชอบหน้า ?หลวงพ่อฟัก? เป็นทุน ?เจ้าคุณอาจ? จึงสั่งลงทัณฑกรรมให้ตักน้ำจากตีนท่าจำนวน 100 บาตร ไปรดต้นโพธิ์ในวัด โทษฐานบังอาจจูงพระกรพระเจ้าแผ่นดิน)

อ่านต่อฉบับหน้า

(ที่มา : ลานโพธิ์ ฉบับที่ 1053 เดือนสิงหาคม 2553 : หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ เจ้าตำรับแห่งความคงกระพัน ตอนที่ 1 ภาพและเรื่องโดย.. ศักดิ์ อโยธยา)

ลิขสิทธิ์ ? 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.

Copyright Bangkoksarn Publishing 2010.? Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.

แสดงความคิดเห็น

Please login to post comments or replies.
แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ 09 ธันวาคม 2010 เวลา 17:29 น. )