ภาพและเรื่องโดย ศิริชนม์ ชวนะกุล
หลวงพ่อย้อย ปุญญมี วัดอัมพวัน เสาไห้ สระบุรี ก็เป็นอีกหนึ่งพระเถระ ที่สังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย ท่านมรณภาพแล้วถึงปัจจุบัน 29 ปีแล้ว ดังเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2554 นี้ได้มีการเปลี่ยนผ้าไตรจีวรให้ท่าน หลวงพ่อย้อย ซึ่งเป็นประเพณีที่ปฏิบัติประจำก่อนวันเข้าพรรษาทุกปี หลายท่านได้ร่วมได้เข้าพิธี ได้จับ ได้ลูบคลำ ปิดทอง ร่างของท่านกับมือหลายๆ ท่านด้วยตัวเอง ซึ่งก็ยังสร้างความประหลาดใจกับทุกท่าน ว่าท่านยังคงเป็นรูปร่างท่านได้ยังไง ร่างกายแห้งแข็งประดุจท่อนไม้ เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่บรรดาลูกศิษย์ตลอดมา ซึ่งสามารถไปพิสูจน์และกราบไหว้ขอพรได้ที่ วัดอัมพวัน เสาไห้ สระบุรี ได้ทุกวัน และนอกจากประจักษ์พยานร่างท่าน หลวงพ่อย้อย ปุญญมี ที่ไม่เน่าเปื่อยแล้วนั้น ทั้งชีวิตท่านนั้นตราบเท่าทุกวันนี้ ยังไม่มีใครเห็นหรือนินทาถึงข้อเสียสิ่งไม่ดีของท่านเลย มีแต่คนนิยมชมชื่นในวัตรปฏิบัติของท่าน
ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชนในตัว จังหวัด สระบุรี ใกล้เคียงจนกระทั้งกรุงเทพมหานครไม่ใช่น้อย วัตถุมงคลขึ้นชื่อของท่านก็คือ ตะกรุดจักรพรรดิตราธิราช ครับ มีราคาเล่นหาสูงมาก และหายากเอามากๆ ด้วย แต่ใช่ว่าจะหาของที่ท่านเมตตาเสกไว้ให้กันไม่ได้ เนื่องจากท่านมีวัตถุมงคลหลายรูปแบบครับ ทั้งเหรียญ รูปหล่อ และอื่นๆ อีกมาก ยังคงพบเห็นได้ตามสนามพระโดยทั่วไป เจอกันแล้วก็เก็บๆ กันมั่งนะ เดี๋ยวจะเสียดาย หลวงพ่อย้อย ปุญญมี เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2435 ปีมะโรง มารดาเป็นลูกคนจีนชาวอำเภอหนองแซง จังหวัด สระบุรี จบประถมปีที่ 4 ที่วัดวังแดงเหนือ บรรพชาเมื่ออายุ 16 ปี เศษโดยมี พระอุปัฌาย์สา เป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทที่ วัดอัมพวัน อำเภอ เสาไห้ จังหวัด สระบุรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2456 อายุ 21 ปี โดยมี พระอุปัฌาย์สา พระอุปัชฌาย์อาจารย์ผู้สั่งสอนเวทมนต์คาถา ตำราต่างๆ ให้แก่ท่าน คือ หลวงพ่อโป๋ วัดวังแดงเหนือ พระนครศรีอยุธยา พระเกจิยุค หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติพระนครศรีอยุธยา ผู้เรืองวิทยาคมแห่งยุคที่ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พระนครศรีอยุธยายังกล่าวถึงท่านว่า ท่านอาจารย์โป๋ ท่านมีวิชาดี ร้อนวิชา ชอบทดลองพลังกันเสมอๆ ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ตอนที่ท่านอุปสมบทนั่นเอง หลังจากที่บวชแล้วได้ศึกษาภาษาไทย, ธรรมะ, ภาษาขอม วิชาอาคม ไสยศาสตร์, ตำรายา, คาถาอาคมตามตำราโบราณ และวิชาต่างจากอุปัชฌาย์สา และหลวงพ่อโป๋ที่วัดวังแดงเหนือตั้งแต่เป็นเณรนานหลายปี เมื่อฝึกฝนเป็นที่น่ามั่นใจในวิชาอาคม และความรู้ความสามารถที่ทำให้เอาตัวรอดปลอดภัยในป่าทึบได้นานแล้ว (ที่ที่มีอันตรายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะสัตว์ดุร้าย โรคภัยไข้เจ็บ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่มีวิวัฒนาการของยารักษาโรคดีเหมือนทุกวันนี้) สมัยนั้นถ้าไม่แน่จริงๆ แล้วไม่มีใครเอาชีวิตไปเสี่ยงกับความตายในป่า อยู่สบายๆ ในวัดดีกว่า เมื่อฝึกฝนเป็นที่น่ามั่นใจในวิชาอาคมและจิตที่มีพลังแล้ว หลวงพ่อย้อย ปุญญมี จึงได้มั่นใจและมุ่งมั่นที่จะออกหาประสบการณ์ หาที่ที่เป็นที่สัปปายะ ที่ที่เหมาะสม สงบในการเจริญสติ ทำสมาธิให้ได้ดี จึงได้ออกเดินธุดงค์ด้วยเท้าจาก วัดอัมพวัน ไป ขึ้นเหนือสู่ชายแดนไทย ข้ามไปยังประเทศพม่า ไปไหว้ เจดีย์ชเวดากอง โดยมีหลักฐานสำคัญที่ท่านได้หอบหิ้วกลับมาด้วย คือภาพของเจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า ขนาดพอสมควรมาเป็นที่ระลึก ซึ่งปัจจุบันภาพนี้ก็ยังคงอยู่ที่กุฏิ วัดอัมพวัน จนถึงทุกวันนี้ ฝึกฝนสมาธิ ฝึกวิชาอาคมจากผู้รู้ต่างๆ อยู่ในป่าเดินธุดงค์หลายปีจนเป็นที่พอใจ จึงกลับมารับตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดอัมพวัน เมื่อ พ.ศ.2461 อายุ 26 ปี
หลวงพ่อย้อย เป็นพระสุปฏิปันโน ผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ฉันอาหารมื้อเดียว ฉันเวลา 10.00 น. ทุกวัน มีเมตตาโดยจะเห็นท่านยิ้มอิ่มเอิบตลอดเวลา เป็นพระที่เจริญด้วยเมตตาอย่างยิ่ง ดังเช่น ผู้ที่ได้เคยไป วัดอัมพวัน มาแล้วคงจะเคยพบมาแล้วว่า เวลาท่านฉันอาหารแทบจะกล่าวได้ว่า ทุกเวลาที่ท่านฉันจะมีสุนัขและแมวล้อมรอบตัวท่าน และสำรับกับข้าวของท่านจำนวนมาก ท่านไม่เคยไล่ ท่านฉันอาหารไปท่านก็ให้อาหารสุนัข แมวไปด้วยทุกครั้ง สุนัขและแมวไม่ทะเลาะกัน บางเวลาท่านตัดสินใจหยิบชิ้นอาหารให้สุนัขหรือแมวตัวใดตัวหนึ่ง แล้วท่านก็บอกกับตัวนั้นว่า กินซะ ตัวอื่นๆ จะไม่มาแย่งไม่กัดทะเลาะกัน เชื่อเคารพในการตัดสินใจของท่าน แม้กระทั่งลูกศิษย์ที่อยู่นั้นก็ยังเคารพในความยุติธรรมของท่าน
พระผู้ประหารกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง
จากเรื่อง หลวงพ่อย้อย ใช้พลังจิตเพ่งพานแก้วแตกที่วัดไก่จ้น อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา และเรื่องที่ หลวงพ่อย้อย ได้นั่งสมาธิใช้ญาณล่วงรู้เหตุการณ์ชีวิตการทำงานล่วงหน้าให้กับ คุณสิงห์ชัย และคุณทองสุข ชาวอำเภอท่าเรือแล้วนั้น ยังมีเรื่องราวที่แปลกเมื่อครั้งพิธีพุทธาภิเษกวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2512 ที่ วัดอัมพวัน อำเภอ เสาไห้ จังหวัด สระบุรี ซึ่งได้ประกอบพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลที่ได้จัดสร้างขึ้น มีเหตุการณ์สำคัญที่น่าแปลกประหลาด เมื่อพิธีพุทธาภิเษกได้เริ่มขึ้น ระหว่างพิธี ลุงเลี้ยม ลูกศิษย์ที่ติดตาม หลวงพ่อย้อย และคนที่อยู่ในโบสถ์เห็นไฟลุกไหม้ตามสายสิญจน์ที่ หลวงพ่อย้อย ปลุกเสกลามไปเรื่อยๆ ซึ่งลุงเลี้ยมก็ได้ตะโกนเสียงดังว่า ไฟไหม้ๆ เหตุการณ์นั้น พระครูสุวิมลธรรมรัตน (พระอาจารย์บัณฑิต) 08-1780-7925 เจ้าอาวาส วัดอัมพวัน เมื่อครั้งตอนที่ได้อุปสมบทครั้งแรก (16 มีนาคม 2512) เมื่ออายุครบบวชเป็นพระหนุ่ม ได้เฝ้าสังเกตการณ์รอบนอกข้างๆ โบสถ์ในระหว่างพิธีพุทธาภิเษกนั้น ก็ได้ยินเสียงของลุงเลี้ยม ตะโกนว่า ไฟไหม้ๆ จากในโบสถ์ สร้างความอัศจรรย์ใจ ให้ทุกคนที่อยู่ในโบสถ์ขณะนั้นว่าเกิดขึ้นได้ยังไง แปลกจริงๆ ไฟลุกไหม้ด้ายสายสิญจน์ที่ หลวงพ่อย้อย ปลุกเสก ลามไปได้ยังไง คุณสิงห์ชัย แก้วจินดา ชาวท่าเรือ 035-222270 เล่าว่า เมื่อปี 2521 ช่วงนั้นจะมาหา หลวงพ่อย้อย ที่ วัดอัมพวัน เป็นประจำ คุณสิงห์ชัยเข้าไปในโบสถ์ วัดอัมพวัน ยังมีหลักฐานด้ายสายสิญจน์เมื่อครั้งพิธีพุทธาภิเษก ปี 2512 ที่โบสถ์ วัดอัมพวัน เพื่อปลุกเสกวัตถุมงคล ในโบสถ์เก่าจะมีร่องรอยสายสิญจน์ไหม้ไฟอยู่เลย นี่ล่ะครับ ความเก่งแค่บางส่วนของ หลวงพ่อย้อย ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าท่านเป็นพระที่เก่งวิชาอาคมพลังจิตเข้มแข็ง เคร่งครัดในศีล ศีลจารวัตรงดงาม ตลอดชีวิตของท่านเป็นพระที่สมบูรณ์แบบ มีเมตตาสูง ท่านเป็นพระที่กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ
เรื่องวัตถุมงคล
วัตถุมงคลที่เป็นเหรียญรุ่นแรก คือ พระหล่อโบราณ ปี 2493 หายากมากๆ เป็นรุ่นที่ตั้งเตาหลอมโลหะกันที่ วัดอัมพวัน บริเวณใกล้กุฏิสงฆ์ปัจจุบัน ใช้ที่สูบลมเป่าไฟแบบคันชัก ซึ่งยืมสูบแบบคันชักแบบโบราณเป่าไฟให้แรงมาจากวัดสมุห์ประดิษฐาราม ที่เจ้าคุณโตเคยใช้หล่อพระปิดตาเข่าบุ๋มที่โด่งดัง รุ่นนี้รวมทุกพิมพ์สร้างเพียงไม่ถึง 1 บาตรเท่านั้น ก่อนจะหล่อพระทองหลือง นำแม่แบบไม่ว่าจะเป็นแบบงาช้างหรือแบบอื่นๆ ที่เป็นพระของ หลวงพ่อโป๋ วัดวังแดงเหนือ อาจารย์ของท่าน เช่าพิมพ์ฤาษีอุ้มบาตร นำมากดแบบ ซึ่งทำด้วยถ้วยชามแตกบดละเอียด ผสมน้ำผึ้งเป็นตัวประสานให้เหนียวพอหมาดๆ ก็จะได้แม่พิมพ์ตัวเมียด้านหน้าและหลังประกบกัน ด้านหลังใช้ลวดขดเป็นยันต์ต่างกดลงแบบที่หมาดๆ ด้านหลัง ประกบหน้าหลังนำแบบพระคว่ำลง ทำท่อให้ทองเหลืองไหลลงแบบ 1 ก้านทองเหลืองท่อจะไหลใส่องค์พระหลายองค์ตามท่อ ช่องทางเข้านี้ เมื่อหล่อมาเป็นพระก็คือก้านนั่นเอง 1 ช่อเทจะหล่อพระ 4 องค์ หรือ 5 องค์ แล้วแต่ครั้ง แล้วจึงตัด ตะไบแต่งข้างรอยปริเนื้อเกินขอบประกบรอบองค์พระให้เรียบร้อย รุ่นนี้ดีทั้งนอกและดีทั้งใน ดีใน คือเนื้อพระหล่อจากทองเหลืองแผ่นซึ่งจารด้วยยันต์ ทุกอณูจึงเต็มไปด้วยลายมือที่จาร ดีนอก คือเสร็จแล้วปลุกเสก 1 ไตรมาส ก่อนแจก รุ่นนี้เป็นวัตถุมงคลที่เป็นเหรียญที่ออกจาก วัดอัมพวัน เป็นรุ่นแรก สร้างน้อยจึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันเท่าไร แต่ชาวบ้านที่ได้รับกับหลวงพ่อหวงแหนรุ่นนี้มาก มี พิมพ์พระยอดธง, พระซุ้มกอ, พระนาคปรก, พระปางรำพึง, พระอุ้มบาตร, พระปิดทวาร
ท้ายนี้ผมขอเชิญชวนลูกศิษย์ของ หลวงพ่อย้อย ทุกท่านร่วมทำบุญครบรอบมรณภาพ ซึ่งจะจัดทุกปีในวันที่ 18 ธ.ค. 2554 เวลา 20.00 น. สวดอภิธรรมให้ หลวงปู่ย้อย และวันที่ 19 ธันวาคม 2554 เวลา 10.00 น. สวดธรรมนิยม และเลี้ยงเพลพระ 129 รูป ถ้ามีโอกาสดีเหมาะๆ อาจจะมีการจัดการประกวดวัตถุมงคลของ หลวงพ่อย้อย เป็นครั้งที่ 2 ที่ วัดอัมพวัน เสาไห้ สระบุรี แล้วพบกันนะครับ
( ที่มา : ย่อจาก ลานโพธิ์ ฉบับที่ 1077-1081 เดือนสิงหาคม ถึง เดือนตุลาคม 2554 หลวงพ่อย้อย ปุญญมี วัดอัมพวัน สระบุรี ตอนที่ 1-5 ภาพและเรื่องโดย ศิริชนม์ ชวนะกุล )
ลิขสิทธิ์ 2011 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์ บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียน เพื่อการแจกจ่ายทาง อีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบน เว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.
Copyright Bangkoksarn Publishing 2011. Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.





แสดงความคิดเห็น