ภาพและเรื่องโดย..วิเชียร เหมมาลา
พระครูอรรถธรรมรส พ่อท่านสมภารซัง หรือ พ่อท่านซัง ศิษยานุศิษย์และผู้เคารพ เลื่อมใส ศรัทธา นิยมเรียกท่านว่า พ่อท่านสมภารซัง บ้าง พ่อท่านซัง บ้าง ท่านเป็นพระอมตะเถระผู้ทรงบริสุทธิ์ด้วยศีล ปัญญา สมาธิ เมตตาธรรม เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ทรงคุณวุฒิ เชี่ยวชาญ แตกฉาน ในแขนงไสยเวทวิทยาคม ทรงขลังด้วยอิทธิฤทธิ์ บุญฤทธิ์ วาจาสิทธิ์ ยากจะมีผู้ใดเสมอเหมือนได้ เลื่องลือไปทั่วเมืองคอน เมืองลุง ตรัง ฯลฯ ลูกศิษย์ของพ่อท่านหลายองค์ที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น พ่อท่านเมือง วัดท่าพญา พ่อท่านตุ้ง วัดวังหลุง พระครูชลาการสุมน (เดช) วัดควนเกย เป็นต้น
พระครูอรรถธรรมรส นามเดิมชื่อ ซัง เป็นบุตรชายคนสุดท้องของ ขุนวินศักดาวุธ (บุญจันทร์ ศักดาวุธ) และ นางส้ม ศักดาวุธ เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2394 ตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ ปีกุน ณ บ้านพัง หมู่ที่ 2 ต.ควนพัง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช (หมู่ที่ 7 ตำบลควนพังปัจจุบัน) ท่านมีพี่ผู้หญิงร่วมมารดา-บิดาเดียวกัน 2 คน คือ นางรอด และ นางแก้ว ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคระบาดตอนยังสาวๆ
พ.ศ.2404 ท่านอายุได้ 11 ปี ได้เข้าเรียนอักษรสมัยในสำนักท่านอาจารย์นาก เจ้าอาวาสวัดพัง
พ.ศ.2406 ท่านอายุได้ 13 ปี ได้ย้ายไปอยู่สำนักของท่านอุปัชฌาย์รักษ์วัดปัง (วัดคันธมาลีปัจจุบัน) เพื่อเรียนวิชาเลขและคัดลายมือ
พ.ศ.2409 บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดปัง เล่าเรียนพระธรรมวินัยอยู่ 1 พรรษา
พ.ศ.2410 ท่านอายุได้ 17 ปี ลาสิกขาบทจากสามเณรไปรับราชการเป็นเสมียนอยู่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
พ.ศ.2413 ท่านอายุได้ 20 ปี ลาออกจากราชการกลับมาอยู่บ้านพัง
พ.ศ.2514 ท่านอายุ 21 ปี อุปสมบทเป็นภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดปัง อำเภอร่อนพิบูลย์ พระอุปัชฌาย์รักษ์ วัดปัง เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่าน อาจารย์นาก วัดพัง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ทองดี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันพุธ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม พ.ศ.2414 พระอุปัชฌาย์รักษ์ให้ฉายาว่า ?สุวณฺโณ? ได้เล่าเรียนพระธรรมวินัยกับ อาจารย์นาค วัดพัง อยู่ 1 พรรษา พ.ศ.2415 ท่านอายุ 22 ปี ย้ายไปอยู่กับ อาจารย์เจ้ย เจ้าอาวาสวัดวัวหลุง อาจารย์ชู และ อาจารย์สุด วัดวัวหลุง ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาคันถธุระ วิปัสสนาธุระ และวิทยาคม ท่านอุตส่าห์มานะพากเพียรจนเชี่ยวชาญแตกฉาน สามารถบอกกล่าวอบรมศิษย์ได้
พ.ศ.2425 ท่านอายุ 32 ปี พรรษาที่ 11 อาจารย์เจ้ยมรณภาพ ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดวัวหลุงแทน เอาใจใส่ทะนุบำรุงวัดให้สะอาดร่มรื่น จัดบริหารหมู่คณะ ว่ากล่าวอบรมสั่งสอนศิษย์ อุบาสก อุบาสิกา ให้อยู่ในศีลในธรรม ในสมัยนั้นไม่มีโรงเรียนผู้ใดใคร่ได้วิชาก็ต้องมาอยู่วัด ศึกษาอักขระขอม นอ โม กับพ่อท่านหรือพระในวัด ต่อมาปี พ.ศ.ใด ไม่ปรากฏหลักฐาน
ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าประมาณ พ.ศ.2445 ได้เปิดโรงเรียนทำการสอนเป็นทางราชการ มีครู 2 คน คือ คุณครูเนื่อง คาวินพฤกษ์ เป็นครูใหญ่ คุณครูชม เหมมาลา เป็นครูรอง การแพทย์ไม่มี ผู้ใดเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องคุณผี คุณคน คุณไสย วิกลจริต นำมาที่วัดวัวหลุง พ่อท่านซังจะทำการบำบัดรักษาด้วยวิชาแพทย์แผนโบราณ สมุนไพร หรือต้องคุณคน คุณไสย คุณผี จะทำน้ำมนต์รดให้จนหาย เป็นที่เคารพนับถือศรัทธาเลื่อมใสเลื่องลือไปทั่ว วัดวัวหลุงจึงเจริญมาก มีผู้คนมาก การเดินทางมาแม้จะยากลำบากต้องบุกน้ำลุยโคลน ผ่านป่าทึบเต็มไปด้วยอันตรายสัตว์ร้าย นอนแรมค้างคืนก็ยังอุตส่าห์มากราบไหว้บ้าง บำบัดโรคภัยไข้เจ็บบ้างมิได้ขาด ได้ชักชวนชาวบ้านช่วยกันสร้างสะพานไม้ข้ามกลางหนองน้ำวังโล่ห์ยาวประมาณ 20 เส้น เพื่อการเดินทางไปมาไม่ต้องบุกน้ำมาวัดวัวหลุงอีก
พ.ศ.2438 ท่านอายุได้ 44 ปี พรรษาที่ 24 ได้รับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ให้บรรพชาอุปสมบทกุลบุตร ในแขวงอำเภอร่อนพิบูลย์ และกิ่งอำเภอชะอวด
พ.ศ.2441 ท่านอายุ 47 ปี พรรษาที่ 27 ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะแขวงอำเภอร่อนพิบูลย์ ปกครองวัด 13 วัด ท่านได้ปกครองบริหารวัดเรียบร้อยด้วยดีตลอดมา
พ.ศ.2445 พระศิริธรรมมุนี (พระรัตนธัชมุนี) เจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์ ได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช เห็นว่าพระอธิการซัง วัดวัวหลุง มีความสามารถอุตสาหะบริหารปกครองหมู่คณะดี มีปฏิปทาเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวพุทธ จึงประทานตราตั้งเป็น พระครูเจ้าคณะแขวง เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2445
พ.ศ.2464 ท่านอายุ 70 ปี พรรษาที่ 50 ได้ชักชวนชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจสร้างกุฏิถาวร กว้าง 15 เมตร ยาว 20 เมตร เสาก่อด้วยปูนซีเมนต์ ยกพื้น ปูพื้น และฝากั้นด้วยไม้กระดาน โดยช่างฝีมือดีเด่นในสมัยนั้น ปัจจุบันพระครูสุทธิธรรมรสใช้เป็นกุฏิพักอาศัยเก็บของและต้อนรับแขก บนประตูมีรูปถ่ายของพ่อท่าน 3 รูป รูปกลางถ่ายเมื่อ พ.ศ.2471 ได้แสดงอภินิหารมา 2 ครั้ง
พ.ศ.2467 ท่านอายุ 73 ปี พรรษาที่ 53 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูอรรถธรรมรส บริหารหมู่คณะสืบต่อไป แต่ศิษย์และผู้เคารพศรัทธายังคงเรียกชื่อ พ่อท่านซัง เหมือนเดิม
พ.ศ.2472 ท่านอายุ 78 ปี พรรษาที่ 58 พ่อท่านซังชราภาพมากจนไม่สามารถบริหารงานได้สะดวก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นกิตติมศักดิ์พ้นจากตำแหน่งทางราชการ รวมเวลาท่านรับราชการเป็นเจ้าคณะแขวงอยู่ 31 ปี
พ.ศ.2477 ท่านอายุ 83 ปี พรรษาที่ 63 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา แต่ยังไม่ได้สร้างอุโบสถเพราะขาดทุนทรัพย์ประกอบกับพ่อท่านซังชราภาพมาก ประมาณเดือนพฤษภาคมศิษยานุศิษย์ได้พร้อมใจกันจัดงานพิธีสรงน้ำ หรือชาวบ้านเรียกว่า ขึ้นเบญจา ให้พ่อท่านซังในงานนี้ พระยาสุราษฎร์ธานีศรีเกษตรนิคม เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชได้ยินกิตติศัพท์ จึงเดินทางมาร่วมงานด้วย
พ.ศ.2478 ท่านอายุ 84 ปี พรรษาที่ 64 ท่านอาพาธด้วยโรคชราใกล้มรณภาพ นายริ่น ชุมเปีย ศิษย์ก้นกุฏิ ที่คอยรับใช้ปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดกระทั่งมรณภาพเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า วันหนึ่งคุณย่าวาด ธานีรัตน์ น้องสาวขุนเพชรธานี (ต่อมาได้เลื่อนเป็นขุนภูภินท์พิทักษ์ กำนันตำบลควนพัง) และอีกหลายคนนั่งเฝ้าคอยปรนนิบัติถามพ่อท่านว่า เมื่อพ่อท่านสิ้นบุญ (มรณภาพ) แล้วใครจะมาเป็นหัววัด (เจ้าอาวาส) แทน พ่อท่านตอบว่า ?หาใครมาอยู่ได้ไม่ (ไม่มีใครมาอยู่ได้) นอกจากคุณตุ้ง (จำฉายาไม่ได้) คุณตุ้งจะมาเฝ้าวัดเอง? ซึ่งต่อมาท่านตุ้งได้มาเป็นเจ้าอาวาสหลังจากร้างอยู่หลายปี เป็นไปตามคำกล่าวของหลวงพ่อท่าน ต่อมาโรคได้กำเริบหนักขึ้น เหลือความสามารถจะเยียวยาให้ทุเลาได้ ครั้นถึง วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2478 เวลา 10.30 น. พ่อท่านก็ได้มรณภาพด้วยอาการสงบระงับ รวมสิริอายุได้ 84 ปี
พ.ศ.2480 ศิษยานุศิษย์ได้พร้อมใจกันจัดงานพระราชทานเพลิงศพพ่อท่านซังขึ้น 3 วัน 3 คืน มีมหรสพ หนังตะลุง มโนราห์ แสดงตลอดงาน มีการทะเลาะวิวาท ตีหัว ขว้างปา แทง ฟันกันตลอดทั้ง 2 คืน บาดเจ็บหัวแตกเป็นอันมาก ถึงตายก็มี ใครห้ามปรามก็ไม่ได้ ตำรวจถูกแทงตาย 1 คน
ในคืนสุดท้าย พระยาสุราษฎร์ธานีศรีเกษตรนิคม ได้มาในงาน คืนนี้ไม่มีการทะเลาะวิวาท ขว้างปา ตีหัวกันเลย (มีในอภินิหาร)
ในงานปลงศพของพ่อท่านซังครั้งนี้ พระครูธรรมธร แห่งวัดราชานิวาส ศิษย์เอกของพ่อท่านซังองค์หนึ่งเหมือนกันได้ทำเหรียญที่ระลึกในงานปลงศพเป็น เนื้อโลหะรมดำ ผูกด้วยริบบิ้นสีเหลืองสำหรับใช้คล้องคอแจก ใครจะเอาคนละกี่เหรียญก็ได้ มีผู้แจกหลายคนในจำนวนนั้นมี คุณครูปราณี (เหมมาลา) รอดบัวทอง คุณครูปรียา (เหมมาลา) สุวรรณปาน ข้าพเจ้าเรียนอยู่ชั้น ป.2 โรงเรียนวัดควนเกย ต้องอยู่เฝ้าบ้านจึงไม่ได้มางานพระราชทานเพลิงศพ หลังจากงานพระราชทานเพลิงศพเสร็จสิ้นเรียบร้อย พระภิกษุลาสิกขาบทบ้าง ย้ายไปอยู่วัดอื่น จึงเป็นวัดร้างชั่วระยะหนึ่ง
พ.ศ.2482 ชาวบ้านวัวหลุงได้ไปนิมนต์ พระนิตย์ จนฺทโชโต จากวัดเทพพนมเชือดมาเป็นเจ้าอาวาส ท่านนิตย์ได้บูรณะตกแต่งกุฏิที่ชำรุดให้มีสภาพดีเหมือนเดิม ถากถางบริเวณให้เตียนราบรื่น เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดเทพนิมิตร เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ออกหลวงเทพธานี (ไม่ใช่วัดโพธินิมิตร (วัวหลุง)) นครศรีธรรมราช มุมไหว้พระวัดดี หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2539 เสนอข่าว ได้รวบรวมขันน้ำ พานที่แตกชำรุดหรือไม่ชำรุด ที่เป็นทองเหลือง ทองแดง สัมฤทธิ์ ส่งไปให้ พระครูธรรมธร วัดราชานิวาส กรุงเทพฯ ดำเนินการหล่อรูปเหมือนพ่อท่านซัง ขนาดเท่าองค์จริง นั่งขัดสมาธิ
พ.ศ.2486 พระอธิการนิตย์ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดศาลามีชัย อ.เมือง วัดวัวหลุงจึงไม่มีพระภิกษุอยู่ กลายเป็นวัดร้างอีกครั้ง
พ.ศ.2487 พระตุ้ง (จำฉายาไม่ได้) จำพรรษาอยู่ที่วัดจังหูน ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นศิษย์ของพ่อท่านซังรูปหนึ่งเกิดคิดถึงอาจารย์และวัดของอาจารย์ ได้เดินทางมาเยี่ยมเห็นสภาพของวัดชำรุดทรุดโทรมมาก ชาวบ้านวัดวัวหลุงมี ปู่ครุฑ ย่าแป้น รณศิริ ย่าวาด ธานีรัตน์ ป้าถัน ศักดิเศรษฐ์ นายปาน ดำเด่น นายริ่น ชุมเปีย คุณครูขับ สารมาศ คุณครูใหม่ ทองใส คุณครูพักตร์ นาคปลัด และอีกหลายคนออกมาพบ นิมนต์ให้จำพรรษาอยู่ที่วัดวัวหลุง ท่านรับนิมนต์เป็นเจ้าอาวาสจนกระทั่งมรณภาพ เมื่อ พ.ศ.2495 เหมือนคำพ่อท่านซังที่พูดไว้เป็นวาจาสิทธิ์ก่อนมรณภาพว่า ?หาใครมาอยู่ได้ไม่ คุณตุ้งจะมาเฝ้าเอง?
สร้างเหรียญรุ่นที่ 2
โรงธรรมศาลาหลังชั่วคราวชำรุดมาก พระครูปิยธรรมคุณ คิดหาเงินมาสร้างใหม่ โดยทำเหรียญพ่อท่านซังให้เช่าบูชา
คืนหนึ่ง ใครก็จำไม่ได้ว่าเป็นวันเดือนอะไร มีการนัดหมายกันเรียบร้อย คือ อาจารย์ขับ สารมาศ ครูใหญ่โรงเรียนวัดสุวรรณโฆษิต อาจารย์ใหม่ ทองใส ครูใหญ่โรงเรียนบ้านลำหัก อาจารย์พักตร์ นาคปลัด ครูใหญ่โรงเรียนวัดวัวหลุง และ ข้าพเจ้านายวิเชียร เหมมาลา ครูโรงเรียนวัดวัวหลุง นายริ่น ชุมเปีย นายหย้ง สุขหิ้น นายเจียม คงผอม นายคล้อย สายน้อย นายล้อม ชุมมะ และอีกหลายคนมาพร้อมกันบนกุฏิหลังใหญ่ตรงหน้ารูปปั้นพ่อท่านซัง
นายล้อม ชุมมะ เป็นผู้บวงสรวงเชิญดวงวิญญาณของพ่อท่านซัง ให้ นายคล้อย สายน้อย นั่งเป็นคนทรงคนแรก พระครูปิยธรรมคุณ นั่งเป็นประธาน นายล้อมเริ่มพิธีจุดธูปเทียนเครื่องเซ่นสังเวยเรียบร้อย สักครู่ใหญ่นายคล้อยเปลื้องผ้าขาวที่คลุมออกบอกว่า ?พ่อท่านไม่เข้าทรง? นายริ่น, นายหย้ง, นายเจียม, อาจารย์ขับ, อาจารย์ใหม่, อาจารย์พักตร์ ทยอยกันเข้านั่ง คนสุดท้ายคือข้าพเจ้าเอาผ้าขาวคลุม ขณะนั่งปิดตาอยู่นั้นข้าพเจ้าเห็นมีแสงสว่างคล้ายแสงเทียนผ่านหน้าไป 3 ครั้ง ข้าพเจ้าเปลื้องผ้าคลุมออกบอกกับทุกคนว่า
?พ่อท่านมาแต่ไม่เข้าทรงบนนี้ ลงไปในโรงธรรมเถิด?
ทั้งหมดช่วยกันยกเครื่องเซ่นบวงสรวงลงไปในโรงธรรม พระครูปิยธรรมคุณก็ลงไปนั่งเป็นประธานเริ่มทำพิธีใหม่ ให้นายคล้อย สายน้อย นั่งเป็นคนทรงคนแรก สักครู่นายคล้อยสั่นขึ้นทั้งตัว นายริ่นเป็นคนถามว่าที่มานั้นเป็นใคร คนทรงชี้หน้านายริ่น ?มึงจำกูไม่ได้แล้วหรือ กูพ่อท่านซัง เรียกเรามาทำไม? นายริ่นยกมือไหว้ตอบว่า
?จะสร้างโรงธรรมแต่ไม่มีเงิน จะขอทำเหรียญพ่อท่านให้เช่าบูชา จะทำ 2 หน้า หน้าหนึ่งเป็นรูปพ่อท่าน อีกหน้าหนึ่งเป็นรูปท่านสังข์? คนทรงตบขาเผี้ยะใหญ่ ชี้หน้าพระใบฎีกาสังข์พูดเสียงไม่พอใจ ?ไม่ให้ทำ เราก็เรา ต้นสังข์ก็ต้นสังข์? ท่านสังข์นั่งฟังเฉยเพราะรู้ถึงอิทธิปาฏิหาริย์ของพ่อท่านซังมาแล้ว นายริ่นประนมมือถามต่อ ?ขอขมาโทษพ่อท่าน จะทำหน้าเดียวเฉพาะพ่อท่าน พ่อท่านจะอนุญาตหรือไม่? พ่อท่านในร่างทรงตอบ ?เออ..กูให้ทำ จะเอาเท่าไร? นายริ่นตอบ ?ขอทำ 3,000 เหรียญ? ร่างทรงตอบ ?เออ ใครมีอะไรอีกหรือไม่? ทุกคนนั่งเฉย ?ถ้าไม่มีกูจะไปแล้ว? นายคล้อยร่างทรงล้มนอนนิ่งไป
พ.ศ.2513 พอถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระใบฎีกาสังข์ ปิยธมฺโม กับอาจารย์ขับ สารมาศ เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อรับพระราชทานสมณศักดิ์และพัดยศ ให้ช่างทำเหรียญรุ่นที่ 2 ใช้เหรียญรุ่นที่ 1 เป็นแบบพิมพ์และเป็นชนวน ใช้อักษรว่า ยกรูปปั้นเข้าหอ
เมื่อช่างหลอมได้ตามจำนวนที่ขอ พระครูปิยธรรมคุณเห็นว่าแม่พิมพ์ยังดีสมบูรณ์สั่งให้ช่างทำต่อไป พอพิมพ์ไปได้ 84 เหรียญ แม่พิมพ์แตกร้าวทำต่อไปไม่ได้ นี่คือปาฏิหาริย์ที่ทำเกินคำขอ นำมาทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดวัวหลุง มี
1. พ่อท่านแก่น วัดทุ่งหล่อ
2. พ่อท่านเมือง วัดท่าพญา
3. พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง
4. พ่อท่านสังข์ วัดดอนตรอ
5. พ่อท่านจัน วัดทุ่งเฟื้อ
6. พ่อท่านเพิ่ม วัดพังยอม
7. พระวัดเขาอ้อ 2 รูป
8. พระครูปิยธรรมคุณ
อภินิหารพ่อท่านซัง
จระเข้ลอยต้อนรับ
(ตาด้วน จันทร์บุญแก้ว คุณลุงหมี บุญรัตน์ (จันทร์บุญแก้ว) เล่าให้ฟัง
ปีใดจำไม่ได้ พ่อท่านซังนำกฐินไปทอดที่วัดเจ้าแม่อยู่หัว อ.เชียรใหญ่ นัดกันไปลงเรือแจวที่ท่าเรือโคกกรูบ้าง ท่าเรือเกาะป่ายางบ้าง เรือแต่ละลำจุคน 10-15-20 คน จำนวนหลายลำแจวไปตามลำคลอง เรือที่พ่อท่านซังนั่งเป็นเรือลำใหญ่ ในจำนวนนี้มีตาด้วน จันทร์บุญแก้ว อยู่บ้านดอนกลางรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง ตาด้วนเป็นคนกลัวจระเข้แต่ไม่กลัวเสือ เมื่อเรือมาถึงคลองฆ้องชื่อปากกอก ตาด้วนลุกขึ้นยืนถกโสร่งเป็นโจงกระเบนเตรียมจะวิ่งหนี พ่อท่านซังเห็นตาด้วนลุกขึ้นยืนก็ถามว่า
?อ้ายด้วนยืนทำไม? ตาด้วนตอบพ่อท่านซัง ?เข้? พร้อมชี้มือไปในลำคลอง ทุกคนมองตามมือที่ตาด้วนชี้ต้องตกตะลึง จระเข้โตขนาดใบมะพร้าวทั้งอันลอยอยู่บนผิวน้ำ พ่อท่านซังเห็นแล้วจึงพูดว่า ?นั่งลงอ้ายด้วนมันไม่ทำอะไร มันมารับเรา?
ตาด้วนนั่งลงตามคำพ่อท่านซัง แต่ตายังมองอยู่ที่จระเข้ไม่ไว้ใจ จระเข้ตัวนั้นก็ว่ายน้ำเคียงข้างเรือพ่อท่านซังไป เรือลำอื่นๆ ก็เห็นกันทุกคน จนเรือไปถึงวัดเจ้าแม่อยู่หัว จระเข้ก็จมหายไปในน้ำ เมื่อทอดกฐินเสร็จพ่อท่านซังเตรียมตัวกลับ จระเข้ตัวนั้นก็ลอยว่ายน้ำวนไปมาหน้าวัด ทำให้คนที่มาทอดกฐินตกใจแตกตื่นหนีขึ้นอยู่บนตลิ่งดูจระเข้ เมื่อเรือพ่อท่านซังออกจากท่าจระเข้ตัวนั้นก็ว่ายขนานเคียงเรือมา พวกที่ไปทอดกฐินกับพ่อท่านไม่มีใครกลัวจระเข้ตัวนั้น จนเรือพ่อท่านซังมาถึงปากกอก พ่อท่านซังพูดดังๆ ว่า ?มาส่งเราเทียมนี้พอแล้ว? (เทียม หมายความว่า แค่นี้, เพียงนี้) จระเข้ก็จมน้ำหายไปเป็นที่อัศจรรย์มาก
เรียกกระสุนปืนยิงนก
เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้ฟังมาจาก คุณลุงหมี บุญรัตน คลาดเคลื่อนกับที่คุณพ่อคุณครูชม เหมมาลา เขียนในหนังสืออนุสรณ์พ่อท่านซัง และคุณสุโข พันธ์นรา เขียนในหนังสือพิมพ์ปราโพ ปีที่ 7 ฉบับที่ 72 30 พฤษภาคม 2541 คิดว่าที่ข้าพเจ้าเขียนจะใกล้เคียงกับความจริงมากกว่าขออโหสิคุณพ่อด้วย
วังโล่ห์ เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ อยู่หน้าวัดด้านทิศเหนือ มีสะพานไม้เคี่ยมและตะเคียนทอดผ่านกลางจากหน้าวัดยาวไปทางทิศเหนือยาวประมาณ 20 เส้น มีเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ ลึกและกว้างมากพอสมควรมีน้ำขังตลอดปี เต็มไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด ปลาตัวโตๆ พ่อท่านห้ามไม่ให้จับ โดยเฉพาะนกเป็ดน้ำเป็นร้อยๆ ตัวบินขึ้นลงตลอดเวลา ถ้าอยากดูเดินไปยืนกลางสะพานตบมือดังๆ มันจะบินขึ้นเป็นฝูงๆ ละประมาณ 100-200 ตัว ข้าพเจ้ากับเพื่อนนักเรียนเคยไปยืนดูเสมอตอนโรงเรียนพัก
วันหนึ่ง หมื่นระงับอธิกรณ์ ขณะเป็นตำรวจภูธร ยศ จ.ส.ต. อาจนับถือศาสนาอิสลาม คุมลูกน้องออกตรวจท้องที่ตำบลควนพัง ควนชุม เดินมาบนสะพาน มีปืนยิงนกมาด้วย (ปืนยิงนกในสมัยนั้นคือปืนลูกซองนั่นเอง) ชาวบ้านธรรมดาจะมีแต่ปืนดาบศิลา ปืนแก๊ปเท่านั้น เมื่อเดินบนสะพานเกิดเสียงดัง นกเป็ดน้ำตกใจบินขึ้นเป็นร้อยๆ
จากตะวันออกผ่านสะพานไปทางตะวันตก กลับไปกลับมาไม่สูงนัก พ่อท่านซังนั่งดูอยู่บนกุฏิ หมื่นระงับขอปืนจากลูกน้องประทับบ่า พอนกเป็ดน้ำบินผ่านศีรษะไปก็ลั่นไกปืน แชะ ปืนไม่ลั่น หักลำดูไม่มีลูกปืน ตกใจ ประหลาดใจ? ลูกปืนหายไปไหน ตัดสินใจเอาลูกใหม่ยัดเข้าลำกล้อง เมื่อนกเป็ดน้ำบินกลับประทับปืนยิงอีก ไม่มีเสียงดังและไม่มีลูกปืนเช่นครั้งแรก ทดลองใหม่อีกครั้งยิงอีกไม่มีเสียงดังและไม่มีลูกปืนอีก ต่างตกใจประหลาดใจ เดินพลางทุ่มเถียงกันมาไม่มีใครให้คำตอบได้ ทั้งหมดเดินเข้าทางต้นประดู่ด้านเหนือตรงไปยังต้นประดู่ด้านตะวันตกซึ่งมีบ่ออยู่อีก 1 บ่อ ขณะเดินมาถึงบ่อในวัด (ปัจจุบันอยู่หลังบ้านอาจารย์ขับ สารมาศ) พ่อท่านซังก็เดินตรงมาถามว่า
?มาแต่ไหน ไปไหน? พวกตำรวจ ส.ต.อ.อาจ ยังไม่ทันได้ตอบ พ่อท่านพูดต่อไปว่า ?ยิงนกตกปลามันบาป อย่าไปทำมัน นกในวังโหล้ ฮือ เอา?
พร้อมกับพ่อท่านซังแบมือขวายื่นออกไป ในมือมีกระสุนปืนลูกซองอยู่ 3 นัด พวกตำรวจตกใจยืนนิ่ง นี่คือคำตอบกระสุนหายไปไหน ก็พ่อท่านซังเรียกมากำไว้นี่เอง ส.ต.อ.อาจ หัวหน้าเอาปืนจากลูกน้องวางที่เท้าพ่อท่านซังก้มลงกราบรับเอาลูกปืนกราบลาพ่อท่านซังไปทางต้นประดู่หน้าวัดด้านตะวันตก ตั้งแต่นั้นมาหันมานับถือพุทธศาสนา ไม่จับปืนทำบาปอีกเลย ภายหลังปรากฏว่าพากันมากราบขอของดีจากพ่อท่านไป จะได้อะไรบ้างก็ไม่รู้มีใครรู้ ต่อมาเมื่อได้เป็นหมื่นระงับอธิกรณ์สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งชื่อ วัดหมื่นระงับประชาสรรค์ อยู่ในอำเภอชะอวดปัจจุบันนี้
ยิงไม่เข้า
นายอมร สารมาศ จบ ป.กศ.สูง จากวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช สอบบรรจุเข้ารับราชการครู ที่โรงเรียนวัดคันธมาลี เอา เหรียญพ่อท่านซัง รุ่นที่ 1 ซึ่งอาจารย์ขับ สารมาศ บิดาได้ขอจากข้าพเจ้าแขวนห้อยคอติดตัวเป็นประจำ ไปเที่ยวไหนจะไปกับ พลฯบุญเลิศ ประจำ สภ.ต.ควนพัง ซึ่งเป็นเพื่อนรักกันมา
คืนหนึ่งข้าพเจ้า นางวิภา เหมมาลา อาจารย์ขับ สารมาศ นางเลียบ สารมาศ นายเจียม คงผอม นั่งคุยกันหน้าบ้านอาจารย์ขับ ประมาณ 3 ทุ่ม ปืนดังขึ้นที่สะพานจิกปากทางเข้าบ้านหนองเป็ดทางตะวันตกของวัดประมาณ 1 กม. ต่างพูดว่าปล้นรถอีกไม่รู้ของใคร ?ดับตะเกียง นั่งฟังเงียบ? สักครู่ใหญ่อาจารย์อมร สารมาศ และพลฯบุญเลิศ วิ่งตามหลังกันมาตามถนนที่มาจากบ้านหัวควนกลางวังโล่ห์ พอมาถึงหน้าบ้านอาจารย์อมรบอกเสียงสั่นด้วยความตกใจว่า
?ผมถูกยิง? ข้าพเจ้าลุกขึ้นวิ่งไปจับตัวลูบคลำตั้งแต่หัวจดเท้าในที่มืด บอกว่า ?ไม่มีเลือดเลย?
แล้วจุดตะเกียงตรวจดูละเอียดอีกครั้ง พบกระดาษปิดหัวกระสุนลูกซองตกอยู่ในกระเป๋า เหนือกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายเสื้อขาดเป็นรูหลายรู ต่างพูดพร้อมกันว่า ?ยิงไม่เข้า? ส่วนพลฯบุญเลิศไม่เป็นอะไรเลย เพราะนั่งซ้อนอยู่ข้างหลัง ทั้งหมดไปยังสะพานจิกที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ของอาจารย์อมรล้มตะแคงอยู่โจรไม่ได้เอาไป สันนิษฐานว่าโจรอาจถูกกระสุนที่พลฯบุญเลิศยิงสวนไปหนึ่งนัดจึงรีบพากันหนีไป
ข่าว...อาจารย์อมร สารมาศ ถูกโจรยิงไม่เข้า โดยห้อยคอเหรียญพ่อท่านซัง รุ่นแรก เพียงเหรียญเดียว ต่างคนต่างหาไว้ป้องกันตัว คนที่มีก็หวงแหนด้วยรู้ถึงพุทธคุณอันล้ำเลิศหนึ่งไม่มีสอง ปัจจุบันนี้หาได้ยากมาก เหลืออยู่น้อย ผู้ศรัทธาเลื่อมใสหาเช่าบูชาเป็นหลักแสนต้นๆ
จบบริบูรณ์
( ที่มา : ลานโพธิ์ ฉบับที่ 1037 เดือนธันวาคม 2552 : เหรียญอันดับหนึ่งของภาคใต้ : ภาพและเรื่องโดย..วิเชียร เหมมาลา )
ลิขสิทธิ์ ? 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.
Copyright Bangkoksarn Publishing 2010.? Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.






แสดงความคิดเห็น