ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น

Thursday
Sep 09th
ป้ายโฆษณา

ท้าวพกาพรหม

อีเมล พิมพ์ PDF

ภาพและเรื่อง โดย ... ส.พลายน้อย

ท้าวพกาพรหม

 

หลายสิบปีมาแล้ว มีพระพุทธรูปที่เรียกกันว่า “พระรัตนะ” (หมายความว่าเป็นพระที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์) ออกมาให้เช่าหากันมาก เป็นพระทรงเครื่องหรือทำจีวรเป็นดอกดวง ลงรักปิดทอง เป็นพระปางต่างๆ เช่น ปางไสยาสน์ ปางสมาธิ ปางห้ามพระญาติ ปางห้ามสมุทร บ้างก็ทำเป็นพระสังกัจจายน์ ปางฉันภัตตาหาร ฯลฯ นอกจากนี้ก็มีปางพิเศษต่างๆ ที่นิยมสะสมกันมาก มีอยู่แบบหนึ่งคือทำเป็นรูปเทวดาประทับบนหลังวัว และวัวนั้นมีลักษณะต่างกัน เมื่อนำมาวางเรียงกันแล้ว เป็นศิลปะที่งดงามน่าชมมากนอกจากนั้นเทวดาที่ประทับบนหลังวัวก็นั่งไม่เหมือนกัน และเป็นเทวดาที่แปลกคือมีถึง 10 กร ถือเทพศัสตราวุธหลายอย่าง มีจักร และพระขรรค์ เป็นต้น

ที่พิสดารแปลกประหลาดก็คือ บนพระเศียรของเทวดา มีพระพุทธรูปยืนอยู่บนพระเศียรก็มี ที่ทำแบบนั่งอยู่เหนือพระนลาฏก็มีเทวรูปแบบนี้มีคนเรียกกันเป็นสองอย่าง บ้างก็ว่าเป็นพระอิศวร เพราะประทับบนหลังโค บ้างก็ว่าเป็นพระนารายณ์เพราะถือจักร แต่มีพระกรมากเกินไปไม่ใช่วิสัยของพระนารายณ์ ช้างที่ว่าเป็นพระอิศวรดูจะใกล้เคียง เพราะบางปางก็มี 8 กร และมากถึง 10 และมีตำนานเรื่องพระอิศวรเคยประลองฤทธิ์กับพระพุทธเจ้ามาครั้งหนึ่ง

ตามตำนานทางฝ่ายดนตรีเล่าว่า สมัยที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ บรรดาทวยเทพพากันมาสดับพระธรรมเทศนาของพระองค์จนหมดสวรรค์ ครั้นถึงเวลาที่พระอิศวรออกประชุมยังเทวสภาก็ไม่มีเทวดามาประชุมเหมือนอย่างเคย พระอิศวรเห็นผิดสังเกต จึงถามนนทิเสนาบดีว่าเทวดาไปไหนหมด นนทิก็ทูลให้ทรงทราบว่า เทวดาไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้าในเมืองมนุษย์

พระอิศวรฟังแล้วไม่สบอารมณ์ พาลโกรธพระพุทธเจ้า จึงชวนพระอุมา นนทิ และบริวารลงมายังที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรม แล้วเนรมิตนาฏยศาลาขึ้นในที่ข้างเคียง เริ่มบรรเลงดนตรี นนทิมีตะโพนให้จังหวะ พระอิศวร พระอุมา และนางอัปสร ก็เล่นระบำอย่างสนุกสนาน หวังจะก่อกวนทำความรำคาญแก่พุทธบริษัทที่มาฟังธรรม แต่ก็ไม่สมประสงค์ เพราะไม่มีใครได้แลเห็นหรือได้ยินเสียงแต่อย่างใด ทั้งนี้เป็นเพราะพระพุทธานุภาพบันดาลให้เป็นไป

พระอิศวรแปลกพระทัยที่ไม่เห็นใครเหลียวมาดู นั่งฟังพระพุทธเจ้าด้วยอาการสงบก็ไม่พอใจ เข้าไปกล่าวท้าทายให้พระพุทธเจ้าประลองฤทธิ์กันด้วยวิธีซ่อนหา พระพุทธเจ้าก็โปรดให้พระอิศวรซ่อนก่อน พระอิศวรก็แปลงเป็นธุลีลอยไปติดอยู่ที่ดวงรัตนะ ที่ประดับอยู่บนยอดแหลมพรหมพิมาน พระพุทธเจ้าก็ทรงทราบและบันดาลให้บรรดาเทพทั้งหลายได้แลเห็นด้วย พระอิศวรจึงขอขอแก้ตัวอีกสองครั้ง ในครั้งที่สองได้ลงไปซ่อนอยู่ในบาดาล ในครั้งที่สามลงไปอยู่ในยมโลก พระพุทธเจ้าก็ทรงทราบและแสดงให้เทพทั้งหลายได้รู้เห็นด้วยทั้งสองครั้ง

ครั้นถึงคราวที่พระพุทธเจ้าจะแสดงบ้าง ได้ทรงเนรมิตรพระวรกายเป็นละอองปลิวไปติดอยู่ที่ปลายพระเกศาของพระอิศวร พระอิศวรได้เพียรค้นหาเท่าไหร่ๆ ก็ไม่พบ ในที่สุดก็ยอมแพ้ พระพุทธเจ้าจึงเปล่งพระฉัพพรรณรังสี แสดงให้เห็นที่ซ่อนของพระองค์ แต่ยังไม่เสด็จลงจากพระเศียร เพราะเห็นว่าพระอิศวรยังมีทิฐิมานะมากอยู่ พระอิศวรได้ทูลเชิญอยู่หลายครั้ง ในที่สุดได้ตรัสว่า ถ้ายอมแพ้จริงก็ให้พระอิศวรนำดุริยางค์ดนตรีมาบรรเลงถวายจึงจะเสด็จ พระอิศวรจำต้องจัดดนตรีมาบรรเลงด้วยเพลงสาธุการ พระพุทธเจ้าจึงเสด็จลง

เรื่องนี้นอกจากแสดงถึงต้นกำเนิด เพลงสาธุการ แล้ว ยังกล่าวกันว่าเป็นต้นแบบของพระพุทธรูปปาง “ศิวประติมา” คือ รูปพระอิศวรนั่งพนมมือ แล้วมีรูปพระพุทธเจ้ายืนประสานพระหัตถ์อยู่บนพระเศียร ซึ่งเป็นของโบราณศิลปะเชียงแสน รูปพระอิศวรเห็นแล้วทราบได้ทันที เพราะมีงูเป็นสังวาล ส่วนเทวรูปประทับบนหลังวัวที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น จะเป็นพระอิศวรใช่หรือไม่ ก็ต้องพิจารณาส่วนประกอบอย่างอื่น ถ้ามีงูเป็นสังวาลก็ใช่พระอิศวร แต่ถ้าไม่ใช่ก็ต้องเป็นเทวดาองค์อื่น ซึ่งเคยประลองฤทธิ์กับพระพุทธเจ้ามาแล้วเช่นกัน เทวดาองค์นั้นก็คือ ท้าวพกาพรหม

ท้าวพกาพรหม รูปเทวดาประทับบนหลังวัว ท้าวพกาพรหม

แต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น ท้าวพกาพรหมมีกำเนิดเป็นพราหมณ์ ต่อมาแลเห็นโทษแห่งการครองเรือนว่ามีแต่ความทุกข์ มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงตัดใจออกบวชเป็นดาบส พูดกันในด้านคุณธรรม ก็เคยทำประโยชน์ให้แก่สังคมอยู่มาก เช่นมีศรัทธาสร้างลำธารปล่อยน้ำไปเลี้ยงพ่อค้าเกวียน 500 ซึ่งอดน้ำใกล้จะตายให้รอดชีวิต อีกครั้งหนึ่งได้ช่วยขับไล่พวกโจรที่มาปล้นชาวบ้านให้พ้นจากอันตราย และอีกครั้งหนึ่งพญานาคกำลังจะฆ่าพวกพ่อค้าเรือสำเภาในทะเล ก็ได้ช่วยขับไล่พญานาคให้หนีไป นี่ก็แสดงให้เห็นเมตตาธรรมปรากฏว่าได้บำเพ็ญตบะจนสำเร็จจตุตถฌาน ครั้นตายไปได้อุบัติเกิดเป็นพรหมมีนามว่า ท้าวพกาพรหม ขณะเป็นพรหมอยู่นั้นเกิดมีความหลงผิด คิดว่าตนเป็นผู้ที่ล่วงพ้นจากความตาย นึกว่าตนอยู่ในแดนอมตะ ไม่มีแก่ ไม่มีตาย ไม่เชื่อในพระนิพพานของพระพุทธเจ้า

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ภายใต้ต้นรังใหญ่ ณ ป่าสุภควันใกล้เมืองอุกกัฏฐ ทรงทราบว่าท้าวพกาพรหมมีความเข้าใจผิด คิดว่าพระนิพพานเป็นของไม่จริง ยังหลงผิดอยู่สมควรที่จะประทานพระสัทธรรมโปรด เพื่อจะได้ปล่อยทิฐิอันเป็นโทษนั้นเสีย จึงทรงลุกขึ้นจากที่ประทับ แล้วเสด็จไปยังพรหมโลกโดยเร็ว เมื่อท้าวพกาพรหมเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงวิมาน จึงทูลอาราธนาให้เสด็จประทับ ณ พระแท่นอันวิจิตร แล้วกล่าวขึ้นด้วยความอหังการว่า

“ดูกร ท่านผู้ปราศจากทุกข์ ท่านมาที่นี่ก็ดีแล้วจะได้สนทนากัน เพราะข้าพเจ้ามีความเห็นไม่พ้องกับท่านอย่างหนึ่ง คือข้าพเจ้าเห็นว่า บรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนแต่เป็นของเที่ยงแท้ ไม่มีแก่ ไม่มีตาย ดูแต่พรหมสถานที่ข้าพเจ้าอยู่นี้ก็แล้วกัน มีแต่ความยั่งยืน ไม่มีเกิด ไม่มีตาย ไม่มีที่ใดจะเหมือนที่นี้ ที่ท่านว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นภัย นั้นเห็นจะผิด”

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ดูกร พกาพรหม ท่านนี้อยู่ในพรหมโลกเสียเคย จึงมองไม่เห็นความทุกข์ เพราะโทษที่อยู่ในความสุขความสำราญ ขาดวิจารณญาณเพ่งพินิจ จึงทำให้หลงผิดคิดไปว่า สิ่งทั้งหลายเป็นของเที่ยงถาวร ตามความจริงนั้นทุกสิ่งไม่มีอะไรแน่นอนเลย ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของเหตุ ทุกสิ่งต้องอยู่ในขอบเขตของกรรมเป็นผู้บันดาล”

ท้าวพกาพรหมจึงแย้งว่า “หามิได้ สิ่งทั้งหลายย่อมเกิดแต่อำนาจของมหาพรหมสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฟ้า เป็นดิน ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ความร้อน ความหนาว ลม ฝน มหาพรหมเป็นผู้บันดาลขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่มหาพรหมจะไม่รู้ไม่เห็น ไม่มีใครจะคิดทำซ่อนเร้นให้ลี้ลับ จนถึงกับมหาพรหมจับไม่ได้”

พระพุทธเจ้าเห็นท้าวพกาพรหมยังดึงดื้อถือผิดอยู่ จึงตรัสว่า “ดูกร พกาพรหม ถ้าท่านยังยืนยันว่าท่านเป็นผู้อุดมสยัมภูญาณยิ่งกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหมด ท่านจงสำแดงฤทธิ์ให้ปรากฏ โดยอันตรธานกายหายไปจากที่นี่ ไปซุกซ่อนอยู่ในที่ซึ่งตถาคตไม่สามารถจะรู้เห็นได้เมื่อใด เมื่อนั้นตถาคตจึงจะยอมให้ ว่าท่านเป็นสยัมภูผู้ใหญ่ในบัดนี้”

ท้าวพกาพรหม ท้าวพกาพรหม

ท้าวพกาพรหมต้องการจะสำแดงอิทธิฤทธิ์ให้พระพุทธเจ้าและพรหมทั้งหลายได้เห็นอยู่แล้ว ก็จัดแจงกำบังกายหายไปจากที่นั้น แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงล่วงรู้บอกตำแหน่งที่อยู่ได้ทุกครั้ง แม้ที่สุดเนรมิตกายจนเล็กที่สุดไปซ่อนอยู่ในระหว่างเม็ดทรายในท้องทะเลลึก พระองค์ก็ตรัสบอกได้อีก ท้าวพกาพรหมเมื่อไม่สามารถจะเอาชนะพระพุทธเจ้าได้ มีความอับอายเป็นอันมาก ได้หลบเข้าไปอยู่ในวิมานของตน แต่ในที่สุดก็ข่มความอายออกมาเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วตรัสว่า

“ดูกร พระสมณะ ข้าพเจ้าพยายามที่จะทำตนให้อันตรธานหายไปจากท่าน แต่ก็ไม่อาจจะกระทำได้ บัดนี้ข้าพเจ้าใคร่จะให้ท่านสำแดงฤทธิ์บ้าง”

พระพุทธเจ้าเมื่อได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงรับว่าจะแสดง จึงทรงกระทำปาฏิหาริย์อันตรธานพระวรกายหายไปในที่เฉพาะหน้า แห่งบรรดาพรหมทั้งหลายนั้น ไม่มีพรหมองค์ใดจะแลเห็น ได้ฟังแต่พระสุรเสียงตรัสพระธรรมเทศนาในท่ามกลางพรหมบริษัทว่า

“เราเห็นภัยในภพ และเห็นภพของสัตว์ผู้แสวงหาที่ปราศจากภพแล้ว ไม่กล่าวยกย่องภพอะไรเลย ทั้งไม่ยังความเพลิดเพลินให้เกิดขึ้นด้วย ดังนี้”

ท้าวพกาพรหมพยายามใช้กำลังทิพยจักษุและทิพยปัญญาสอดส่องค้นหาจนตลอดโลกธาตุ ก็ไม่อาจจะค้นหาพระพุทธเจ้าได้ เมื่อพระพุทธเจ้าเห็นท้าวพกาพรหมจนปัญญาแล้ว จึงตรัสว่า

“ดูกร พกาพรหม เราตถาคตกำลังเดินจงกรมอยู่บนเศียรเกล้าของท่านอยู่ในขณะนี้”

เมื่อตรัสดังนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าก็สำแดงพระวรกายให้ปรากฏแก่พรหมทั้งหลาย ด้วยพระอิริยาบถเสด็จจงกรมอยู่บนเศียรของท้าวพกาพรหม พรหมทั้งหลายต่างก็ยกกรประนมนมัสการชื่นชมในอิทธิปาฏิหาริย์ที่สูงกว่าเทพยดาและพรหมทั้งปวง ทำให้ท้าวพกาพรหมอัปยศหมดมานะยอมจำนน และในที่สุดท้าวพกาพรหมเมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว ก็ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล

ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีผู้สร้างพระปางโปรดท้าวพกาพรหมขึ้นไว้อีกปางหนึ่งเป็นปางวิเศษ แต่คนส่วนมากมักเรียกกันว่า ปางซ่อนหา ตามตำนานที่กล่าวมาแล้ว แต่ถ้าคิดในเชิงเป็นคติสอนใจ ปางโปรดท้าวพกาพรหมที่มีพระพุทธรูปยืนอยู่บนพระเศียร ก็เป็นเครื่องเตือนสติผู้ที่เคารพกราบไหว้ได้เป็นอย่างดี ท้าวพกาพรหมถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ในความประมาท หลงผิดว่าสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนแต่เป็นของเที่ยงแท้ ไม่มีแก่ ไม่มีตาย แต่พระพุทธองค์ตรัสว่า เกิดแก่เจ็บตายเป็นของธรรมดา ไม่มีอะไรคงทนถาวร ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของเหตุ ทุกสิ่งต้องอยู่ในขอบเขตของกรรมเป็นผู้บันดาล พระพุทธองค์ทรงอยู่เหนือความประมาทนั้น ดุจดังที่ทรงชนะท้าวพกาพรหมนั้นแล.

สาธุ สาธุ สาธุ

( ที่มา : ลานโพธิ์ ฉบับที่ 935 เดือนกันยายน 2548 : ท้าวพกาพรหม ภาพและเรื่อง โดย ... ส.พลายน้อย )

ลิขสิทธิ์ © 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.

Copyright Bangkoksarn Publishing 2010.  Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.

แสดงความคิดเห็น

Please login to post comments or replies.
แก้ไขล่าสุด ( วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2010 เวลา 14:54 น. )