ภาพและเรื่องโดย..เทพนภา ศิวะบุตร
ศาสตร์แห่งพรหม ในตอนนี้ ผู้เขียนขอนำเสนอเป็นตอนภาคพิเศษอันเกี่ยวเนื่องกับวิชาพรหมศาสตร์ อันเกี่ยวเนื่องกับวัตถุมงคลและประสบการณ์มหัศจรรย์พันลึก ที่น่าสนใจควรแก่การติดตามอีกตอนหนึ่ง อันต่อเนื่องจากที่ผู้เขียนได้นำเสนอที่มาและวัตถุมงคลรุ่นแรกๆ ที่ท่าน อาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ อาจารย์ใหญ่ในวิชาการพรหมศาสตร์ได้จัดสร้าง จ่ายแจกแต่เพียงอย่างเดียวมิไ5ด้มีการจำหน่าย จนได้รับการกล่าวขวัญถึงความเป็นมงคลศักดิ์สิทธิ์ สามารถคลี่คลายทุกข์ภัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ผู้เขียนต้องกราบขอบพระคุณ อาจารย์สุธน ศรีหิรัญ กองบรรณาธิการนิตยสารลานโพธิ์อีกครั้ง ที่ได้กรุณาให้ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องราวของครูบาอาจารย์ที่น่าติดตามอีกครั้ง และขออนุญาตออกตัวก่อนว่า มิใช่มาโฆษณาอวดอ้างเพื่อแสวงหาประโยชน์อื่นใดทั้งสิ้น หากแต่ด้วยความน้อมระลึกนึกถึงคุณครูบาอาจารย์ที่ท่าน5ได้เคยช่วยเหลืออนุเคราะห์ในทางวิชาการสายพรหมนี้ให้ประสบความสุขสวัสดีดำรงชีวิตเนาว์มาจนทุกวันนี้
สำหรับเรื่องราวในตอนนี้ ขอย้อนเหตุการณ์ไปในปี พ.ศ.2510 อาจารย์ร้อยเอกวิน บุญอทึก ศิษย์คนหนึ่งของ อาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ อาจารย์ใหญ่ในวิชาการพรหมศาสตร์ ได้ย้ายสถานสักการะกรรมพิธีมงคล คือสถานที่ประกอบพิธีกรรมเพื่อการศึกษาค้นคว้าและประพฤติพรหมปฏิบัติธรรมจากแยกวิสุทธิกษัตริย์ กรุงเทพมหานคร มาตั้งที่แยกประดิพัทธ์อยู่ระยะหนึ่ง แล้วจึงย้ายมาตั้งเป็นการถาวรที่ตรงข้ามโชคชัยสี่ ลาดพร้าว กทม.
พร้อมกับยังคงดำเนินการศึกษาปฏิบัติในทางวิชาการสายพรหมนี้อย่างมุ่งมั่นและแน่วแน่มั่นคง พร้อมกับให้การอนุเคราะห์ช่วยเหลือญาติมิตรบุคคลทั่วไปที่มีเรื่องทุกข์ร้อนจากโรคภัยไข้เจ็บ ต้องอาเพศ อาถรรพณ์ อัปลักษณ์ อัปมงคลจากสิ่งเร้นลับและวิบากกรรมต่างๆ จนคลี่คลายผ่อนทุเลาเบาบางจวบจนเป็นปกติสุขดีขึ้นเป็นลำดับ
ครั้นต่อมาในปี พ.ศ.2519 อาจารย์วิน ได้เลื่อนยศจาก ร้อยเอก ขึ้นเป็น พันตรี แล้ว บรรดาศิษยานุศิษย์จึงได้พร้อมใจกันจัดสร้าง เหรียญองค์สมเด็จปรมาจารย์ (ท้าวมหาพรหมอปรพรหม) พระบรมครู ซึ่งเป็นองค์ประธานในวิชาการพรหมศาสตร์เดิมที่ผู้เข้ารับการประจุจุณเจิมเป็นศิษย์ให้ความเคารพบูชา ด้วยพระองค์ท่านเป็นองค์มหาพรหมที่ติดตามอุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลาในครั้งพุทธกาล
เช่น เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ท่านเสด็จไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดา บรรดาเหล่าพรหมเทพใหญ่น้อยต่างเข้าเฝ้าสดับพระธรรมเทศนาในครั้งนั้น รวมทั้งองค์สมเด็จปรมาจารย์ท้าวมหาพรหมอปรพรหมพระบรมครูก็ด้วยเช่นกัน จนสำเร็จเป็นอริยบุคคลชั้นสูงในบวรพระพุทธศาสนา
ต่อมาเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จกลับสู่มนุษยโลก บรรดาเทพพรหมใหญ่น้อยพากันมาส่งเสด็จ ท้าวสักกะอมรินทร์เทวราช (หรือพระอินทร์) รับสั่งให้วิษณุกรรมเทพครูแห่งการช่างมาเนรมิตบันไดทางลงไว้สามบันได โดยกราบทูลเชิญองค์พระพุทธเจ้าเสด็จลงทางบันไดแก้ว เรียกว่า “รัตนามัย” ท้าวสักกะอมรินทร์เทวราชอุ้มบาตรพร้อมด้วยทวยเทพเทพีใหญ่น้อยตามส่งเสด็จลงมาทางบันไดทอง เรียกว่า “สุวรรณมัย” องค์ท้าวมหาพรหมประชาบดี (หรือองค์สมเด็จปรมาจารย์ฯ) ถือฉัตรกางกั้นถวายตามส่งเสด็จพร้อมเหล่าพรหมบริษัทใหญ่น้อยลงมาทางบันไดเงิน เรียกว่า “หิรัญมัย” บรรดานาคาที่อยู่ในแม่น้ำของเมืองมนุษย์ต่างพากันร้องไชโยและพ่นบั้งไฟถวายเป็นพุทธบูชา จึงเป็นที่มาของบั้งไฟพญานาค
สมัยหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับที่ป่ามหาวันใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ ในสักกชนบท บรรดาเหล่านาค ครุฑ คนธรรพ์ ยักษ์ อสูร กุมภัณฑ์ เทวดา มาร พรหม ใหญ่น้อยจากแสนโกฏิจักรวาลพากันมาเฝ้า พระพุทธองค์ได้ตรัสบอกแก่พระสาวกอรหันต์ขีณาสพ จำนวน 500 องค์ ว่า บรรดาเหล่าพวกกายทิพย์ทั้งหลาย มี นาค ครุฑ คนธรรพ์ ยักษ์ อสูร กุมภัณฑ์ เทวดา มาร พรหม พากันมาฟังธรรม มานั่งและยืนกันตามลำดับใกล้กับบริเวณสถานที่แห่งนี้ พร้อมกับทรงบอกชื่อเสียงเรียงนามของพวกกายทิพย์เหล่านี้ ครั้นมาถึงลำดับพวกพรหม ก็มีองค์หนึ่งมีนามว่า ปรมัตถพรหม ก็มา ปรมัตถพรหมนี้ผู้เขียนได้รับการยืนยันจากท่านอาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ ว่า เป็นองค์เดียวกับองค์สมเด็จปรมาจารย์ในวิชาการพรหมศาสตร์นั่นเอง
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า วิชาการสายพรหมในเมืองไทยนี้ ล้วนมีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ไม่คลุมเครือ หรือแอบอ้างโดยปราศจากเหตุผล การนี้ท่าน อาจารย์พันตรี วิน บุญอทึก จึงดำเนินการจัดสร้าง เหรียญท้าวมหาพรหมองค์สมเด็จปรมาจารย์ท่านอปรพรหมพระบรมครูพรหม เพื่อแจกจ่ายศิษยานุศิษย์และผู้เคารพนับถือทั่วไปไว้ติดตัวบูชาเป็นสิริมงคล กอปรกับวัตถุมงคลชิ้นอื่นๆ ที่สำคัญ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. เหรียญท้าวมหาพรหม รุ่น “จิตต์พรหมญาณ กัญจนะ” มีลักษณะเป็นเหรียญโลหะกลมรูปไข่ มีรูสวมห่วงคล้องสร้อยคอได้ ด้านหน้าเป็นพระรูปองค์สมเด็จปรมาจารย์พระบรมครู (ท้าวมหาพรหมอปรพรหม) ประทับนั่งบนบุษบกบัลลังก์ลอยอยู่บนท้องฟ้า มีกลุ่มก้อนเมฆห้อมล้อมอยู่ด้านข้าง ที่เหนือเศียรพรหมมีอักขระขอมตัว “อะ” อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ถัดไปข้างซีกซ้ายมีตัวอักขระขอมตัว “ปะ” อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด
และทางด้านข้างขวามีอักขระขอมตัว “ระ” อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดเช่นเดียวกัน ที่ด้านล่างขอบเหรียญเป็นรูปเศียรพญานาคสององค์อยู่ข้างซ้าย-ขวา พร้อมทอดลำตัวยาวล้อมขอบเหรียญไปจรดปลายหางอยู่เกือบชิดขอบด้านบนของเหรียญ ใต้เศียรพญานาคคู่มีอักษรคำว่า “กัญจนะ” จารึกอยู่ด้านล่าง ส่วนด้านบนมีข้อความด้านซีกซ้ายขวาว่า “จิตต์แห่งพรหมญาณ”
ด้านหลังของเหรียญ ตรงกลางเป็นรูปสัญลักษณ์ตราธรรมจักรอยู่ในผ้าชายธงห้าเหลี่ยม ด้านบนมีคบเพลิงจุดสว่าง ห้อมล้อมด้วยยันต์หูกระทะขมวดรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ด้านขอบยันต์หูกระทะฯมีคำว่า “เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก” จารึกไว้ พร้อมกับอักขระขอมสี่ตัวลอยอยู่เหนือยันต์หูกระทะขมวดฯทั้งสี่ทิศ ได้แก่ “เม กะ มุ อุ” คือหัวใจพรหมวิหารสี่ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ด้านเหนืออักขระขอมตัวเม ทิศบนมีคำว่า “เทวสถานมงคล” และเลียบตีวงโค้งจากซ้ายไปขวามีคำว่า “ที่ระลึกวันราชสมภพ ๒๕๑๙ สมเด็จปรมาจารย์พระบรมครู”สุดขอบเหรียญเป็นรูปช่อชัยพฤกษ์ห้อมล้อมอยู่วงนอก
เหรียญท้าวมหาพรหม “จิตต์พรหมญาณ กัญจนะ” นี้ สร้างขึ้นด้วยเนื้อโลหะสีทองและทองแดง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางจากบนลงล่างประมาณ 4 ซม. ประกอบพิธีพรหมาภิเษก เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ตรงกับวันจันทร์ที่ 15 มีนาคม 2519 เวลา 19.09 น. อันเป็นวันสมภพแห่งองค์สมเด็จปรมาจารย์ฯ โดยมี อาจารย์พันตรี วิน บุญอทึก เป็นประธานประกอบพิธีฯ พร้อมด้วย อาจารย์มณฑา ติดติรานนท์, อาจารย์ ดร.อรพิน ติดติรานนท์ พร้อมคณาจารย์น้อยใหญ่ ณ เทวสถานมงคลจิตต์พรหมญาณ ในวิชาการพรหมศาสตร์ จำนวนที่สร้างราว 1,500 เหรียญ นำแจกจ่ายแก่ศิษยานุศิษย์และผู้เคารพนับถือทั่วไป มิได้คิดมูลค่าซื้อขายแต่อย่างใด ได้รับความนิยมบูชาและกล่าวขวัญกันว่าเป็นที่เมตตามหานิยมอย่างสูง
นอกจากเหรียญดังกล่าวนี้ ทางอาจารย์พันตรี วินยังได้จัดสร้าง ผ้ายันต์ ขนาด 22 คูณ 26 ซม. สีแดง จำนวน 1,500 ผืน จารึกและมีอักขระว่า “เทวสถานมงคล จิตต์แห่งพรหมญาณ ผ้ายันต์เทพฤทธิ์รังสี” ตรงกลางเป็นตราสัญลักษณ์พระธรรมจักรอยู่บนผ้าทิพย์รูป 5 เหลี่ยม มีคบเพลิงจุดสว่างไสวอยู่ด้านบน ล้อมด้วยเส้นยันต์หูกระทะขมวดสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ใต้ช่องในยันต์หูกระทะมีอักษรขอมสามตัว ได้แก่ “มะ อะ อุ” ด้านนอกของยันต์หูกระทะฯมียันต์สี่เหลี่ยมผืนผ้าขมวดหัวสี่มุมห้อมล้อมอีกชั้นหนึ่ง
ในสี่มุมของยันต์สี่เหลี่ยมจัตุรัสฯนี้ มีอักษรขอมอยู่ในวงกลมตามมุมทั้งสี่คือ นะ มะ พะ ทะ ช่องกลางในยันต์สี่เหลี่ยมจัตุรัส เขียนภาษาไทยว่า “นะ โม พุท ธา ยะ” ซีกซ้ายเขียนว่า “นะ ชา ลี ติ” ซีกขวาเขียนว่า “จะ พะ กะ สะ” มุมล่างเขียนว่า “อุท ธัง อัท โธ” รอบนอกทั้งสี่ด้านของยันต์สี่เหลี่ยมจัตุรัสมีอักษรขอมเป็นคาถาหัวใจบารมี 30 ทัศ ส่วนด้านสุดของผืนผ้ายันต์ มีคำเขียนไว้ว่า “คณาจารย์ จิตต์แห่งพรหมญาณ” จัดสร้างเป็นกุศลเนื่องในวันบูชาครู ดิถีคล้ายวันราชสมภพแห่งองค์สมเด็จพระบรมครู ณ วันเพ็ญเดือนสี่ อันตรงกับวันจันทร์ที่ 15 มีนาคม 2519
2. เหรียญจอมราชันเจ้าแห่งบาดาล เหรียญที่กล่าวนี้เป็นวัตถุมงคลอีกชิ้นหนึ่งที่อาจารย์พันตรี วิน บุญอทึก ได้รับอนุญาตจากผู้ทรงคุณท่านหนึ่งให้จัดสร้างขึ้นเพื่อระลึกนึกถึงคุณของสายน้ำ ลำธาร แม่น้ำ ทะเล มหาสมุทร ซึ่งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เฝ้าดูแลรักษาอยู่ อาทิ แม่น้ำคงคา และแม่น้ำสินธุ ในชมพูทวีป ตามคติความแต่ครั้งโบราณชาวอารยันเชื่อว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ดูแลรักษาในแม่น้ำสายต่างๆ นั้นถูกเรียกขาน บัณฑิตผู้คงแก่เรียน เช่น ฤาษี โยคี นักพรตทั้งหลาย ว่ากันว่ามักจะทำการบูชา พระแม่คงคา พระสุนทรีวาณี พระนางมณีเมขลา และ เจ้าสมุทร เป็นต้น
อย่างเช่นเมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เคยเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ นามว่า พระมหาชนก นั่งเรือสำเภามากลางทะเล เกิดต้องฟ้าฝนและพายุใหญ่เป็นเหตุให้เรือถึงกับอับปางลง ท่านต้องว่ายน้ำอยู่กลางทะเลเพื่อประคองชีวิตตนเองให้รอดจากความตายเป็นเวลาถึง 7 วัน ด้วยอำนาจบุญกุศลและความวิริยะอุตสาหะในการลอยตัวอยู่กลางทะเล จนร้อนถึงเทพธิดานางหนึ่งอยู่บนสวรรค์ คือ พระนางมณีเมขลา ต้องเสด็จจรลงมาช่วยอุ้มร่างพระมหาชนกขึ้นจากท้องน้ำทะเลให้พ้นจากอันตรายในเวลานั้น
ส่วนพระแม่คงคา ถือเป็นมหาเทพีแห่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่ฤาษีภคีรสถือบำเพ็ญตบะนั่งสวดมนต์ภาวนานับหมื่นๆ พันๆ ปี เพื่อวอนขอให้แม่พระคงคาได้ประทานสายน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ลงสู่เมืองสักรปุรี ชโลมความชุ่มชื้นให้บังเกิดแก่พื้นปฐพีที่แตกระแหงเหือดแห้งแล้งจนทุกชีวิตของมนุษย์ สัตว์ พากันล้มตายอย่างมากมาย กอปรกับวิญญาณของบรรพชนที่รอคอยน้ำศักดิ์สิทธิ์ จักได้ไปสู่ภูมิสุคติภพเป็นที่สุด
อีกองค์หนึ่งได้แก่ พระนางสุนทรีวาณี ว่ากันว่าท่านเป็นเทพธิดาผู้มีความรอบรู้ทางโลกและทางธรรม ท่านทำหน้าที่เป็นสักขีพยาน รักษาบุญกุศลที่สาธุชนทั้งหลายในโลกสร้างสมประพฤติปฏิบัติไว้โดยเฉพาะ ผลบุญกุศลขององค์พระพุทธเจ้าขณะกำลังบำเพ็ญบารมีเพื่อบรรลุธรรม และผจญกับพญามารอยู่ในเวลานั้น ชาวพุทธเรารู้จักพระนางสุนทรีวาณีในนาม พระแม่ธรณี ท่านได้เสด็จขึ้นมาจากพื้นโลก พร้อมกับบีบมวยผมหลั่งกระแสอุทกธารน้ำซึ่งก็คือผลบุญกุศลที่พระพุทธองค์เคยสร้างสมเอาไว้ในทุกๆ ภพ ทุกชาติจนท่วมท้นไปทั่วบริเวณที่พญามารกับบริวารมาขับไล่พระพุทธองค์ จนพญามารและบริวารต้องจมน้ำลอยคอออกไปนอกขอบเขตเขาจักรวาล
สำหรับ เหรียญจอมราชันแห่งบาดาล นี้ ทำด้วยโลหะสีทอง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางจากบนลงล่างราว 3 ซม. รูปลักษณะเป็นจั่วแหลมคล้ายใบเสมามีลายหยักสองด้านที่บริเวณไหล่จั่วบน และรอยโค้งมนด้านข้างซ้ายขวา ตรงกลางเหรียญเป็นรูปองค์จอมราชันสวมมงกุฎยอดชฎา ทรงเครื่องธนังกษัตริย์ สวมสนับเพลา มีสร้อยสังวาลไขว้ประดับที่พระอุระ (อก) ทรงถือเทพศาสตราด้วยพระกรทั้งสี่ ได้แก่ จักร สังข์ ตรีศูล คทา นั่งประทับบนบัลลังก์ฐานพญานาคราชสามเศียร ในท่าทอดเขย่งพระบาทซ้าย เก็บพระบาทขวา ที่ใต้เหรียญมีพระนามจารึกว่า “จอมราชันแห่งบาดาล” ด้านขอบเหรียญเป็นเส้นคู่ขนานมีลวดลายล้อมขอบเหรียญเป็นลายเกล็ดพญานาคราช
ด้านหลังของเหรียญดังกล่าวยังคงมีลวดลายเกล็ดพญานาคราชเป็นเส้นคู่ขนานล้อมกรอบขอบเหรียญ ภายในด้านหลังเหรียญส่วนบนใต้จั่วยอดแหลมลงมามีอักขระตัว “อุณาโลม” เป็นเลขเก้าไทยปลายหางหยักลากขึ้นบน ถัดลงมาแถวที่ 2-3 มีข้อความว่า “ครบรอบ 60 ปี 30 ก.ค. 20” ถัดลงมาตรงกลางเหรียญเป็นตาข่ายรูปอาร์ม ลากเส้นแบ่งเป็น 4 ช่อง พร้อมอักขระขอมสี่คำจารึกว่า “อัส กะ สัง วิ” (เป็นคาถาหัวใจนารายณ์บรรทมสินธุ์) ตรงกลางด้านในใจกลางเหรียญเป็นเส้นวงกลมแบ่งออกเป็น 4 ช่อง บรรจุหัวใจคาถาธาตุทั้งสี่ ได้แก่ น้ำ ดิน ไฟ ลม ถัดลงมาสามบรรทัดล่างเขียนว่า “ประธานจิตต์แห่งพรหมญาณ” 2520
ได้จัดสร้างและประกอบพิธีเทวาภิเษก ณ เทวสถานมงคลจิตต์พรหมญาณ เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2520 เนื่องในโอกาสวันครบรอบอายุ 60 ปี ของอาจารย์พันตรี วิน บุญอทึก ประธานคณาจารย์จิตต์พรหมญาณ จำนวนที่สร้างประมาณ 600 เหรียญ ได้มอบและแจกจ่ายแก่คณาจารย์ และข้าราชการใหญ่น้อยกับบุคคลทั่วไป ไม่มีการขายแต่อย่างใด
พูดถึงอานุภาพของ เหรียญจอมราชันแห่งบาดาล นี้ มีอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ได้ทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎรที่ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่เมื่อหลายสิบปีก่อน ขณะนั้นท่านผู้ว่าฯกับคณะนำถุงยังชีพไปแจกจ่ายช่วยเหลือบรรเทาทุกข์พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนในเขตบริเวณที่มีน้ำป่าไหลหลากและมีปริมาณของน้ำท่วมมากที่สุด การนี้ท่านผู้ว่าฯได้ขึ้นนั่งอยู่บนเรือหางยาวท้องแบนพร้อมผู้ติดตาม ในเรือลำนี้ประมาณสี่คน อยู่ๆ ก็มีกระแสน้ำป่าไหลหลากและเชี่ยวกรากอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้เรือที่ผู้ว่าฯท่านนี้นั่งมาด้วยถูกกระแสน้ำพัดพาออกนอกเส้นทาง ห่างจากเรือของคณะผู้ติดตามมาด้วย
ทุกฝ่ายที่ติดตามมาเห็นเหตุการณ์เข้าก็เกรงว่าอาจถูกแรงพัดพาของน้ำป่ากรรโชกเรือที่ท่านผู้ว่าฯนั่งอยู่ในขณะนั้นถึงกับคว่ำได้ง่ายๆ จึงมีการสั่งการจากวิทยุสื่อสารให้นำเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจน้ำออกช่วยเหลือโดยด่วน แต่ดูเหมือนทุกอย่างช่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ทันคาดคิดและสุดที่จะระมัดระวังได้ ผู้คนที่นั่งอยู่ในเรือลำดังกล่าว ซึ่งนอกเหนือจากท่านผู้ว่าฯแล้ว ก็ยังมีสาธารณสุขจังหวัด ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และนายท้ายเรือ รวมทั้งหมด 5 คน ปริมาณน้ำที่ท่วมนี้นอกจากเขตเทศบาลไกลออกไปรอบนอกของอีกอำเภอหนึ่ง มีปริมาณน้ำป่าท่วมสูงเกือบ 4-5 เมตร ถนนหนทางไร่นาถูกน้ำท่วมขังจมมิดจนหาเส้นทางถนนไม่เจอ มองไปทางไหนมีแต่ท้องน้ำเวิ้งว้างไปหมด
ด้วยแรงเชี่ยวกรากของกระแสน้ำป่าไหลหลากพัดพาเอาท่านผู้ว่าฯและอีก 4 คน หลงทางมาติดอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ไร้ใบแห่งหนึ่ง เวลาผ่านพ้นไปจนพลบค่ำ เครื่องเรือหางยาวสตาร์ทอย่างไรก็ไม่ทำงาน ส่วนวิทยุสื่อสารก็พลัดตกน้ำไปโดยไม่ทันได้ระวังตัว อุปกรณ์อื่นใดก็ไม่มี (สมัยนั้นโทรศัพท์มือถือยังไม่มีใช้กันเหมือนทุกวันนี้)
เมื่อน้ำสงบนิ่งแล้ว ท่านผู้ว่าฯคงมีสติอารมณ์อย่างนิ่งสงบ แล้วท่านจึงควักพระเครื่องที่สวมใส่อยู่ในสร้อยคอออกมา ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 5 องค์ ได้แก่ 1. สมเด็จพระกริ่งพุทธชินราช 2. สมเด็จนางพญาพิษณุโลก 3. พระรอดมหาวัน 4. เหรียญหลวงปู่แหวน รุ่นเราสู้ 5. เหรียญองค์จอมราชันแห่งบาดาล ซึ่งพันตรี วิน บุญอทึก มอบให้ภรรยาท่านผู้ว่าฯจำนวน 10 องค์ แต่ท่านผู้ว่าฯแขวนไว้ในสร้อยคอเพียง 1 เหรียญ
ที่เหลือก็แจกจ่ายญาติมิตร การนี้ท่านผู้ว่าฯรวบพระในสร้อยคอทั้งหมดทุกเหรียญทุกองค์อยู่ในอุ้งมือ พร้อมกับพนมมือขึ้นสวดมนต์บทอรหังสัมมาฯย่อๆ แล้วตั้งจิตอธิษฐานขอพรให้ตนเองและทุกๆ คนในเรือรอดพ้นจากเหตุการณ์ร้ายในครั้งนี้ ถ้านับเวลาที่ประสบเหตุจนมาติดอยู่ที่ต้นไม้แห่งนี้เป็นเวลาเกือบ 5 ชม. เหตุเกิดตั้งแต่ 14.00 น.เศษ ถึง 19.00 น.
พอท่านผู้ว่าฯอธิษฐานจบ ยังไม่ทันที่จะคล้องสร้อยพระเครื่องทั้งหมดไปในคอ ก็มีเสียงเฮลิคอปเตอร์พร้อมแสงไฟที่ส่องลงมาจากเครื่องที่บินอยู่บนท้องฟ้าก็สาดส่องลงมาที่เรือดังกล่าว ซึ่งติดอยู่ข้างต้นไม้ไร้ใบนั่นเอง การช่วยเหลือทุกคนบนเรือลำนี้ก็เรียบร้อยผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ไม่มีใครบาดเจ็บหรือเสียหายแต่อย่างใด? นอกจากเครื่องหางยาวและวิทยุสื่อสารที่จมหายไปในน้ำเท่านั้น
ขออนุญาตพูดถึงองค์จอมราชันนี้ มีความเป็นมาตามตำรับเฉลิมไตรภพปกรนัมเทวนิยม กล่าวกันว่าองค์พระวิษณุนารายณ์มหาเทพผู้รักษาความสันติสุขและปราบอธรรมของโลก ทรงมีพระอนุชาพระองค์หนึ่งคือ พระนเรศ (หรือองค์จอมราชัน) เป็นใหญ่ปกครองเมืองบาดาลพิภพ ดูแลพวกเหล่า นาค นาคี สัตว์น้ำในทะเลใหญ่น้อย
พระนเรศมีพระพักตร์-พระวรกายเสมือนพระนารายณ์มาก ที่ประทับของพระนารายณ์คือ เกษียรสมุทรทะเลน้ำนม ส่วนที่ประทับขององค์จอมราชันคือ เมืองบาดาลพิภพ ในโองการคำฉันบูชาพิธีบวงสรวงไหว้ครู มีพระนามคล้ายคลึงกันอยู่สองคู่สี่องค์ ได้แก่ พระนารายณ์ 1 พระนเรศ 1 นอกจากนี้ยังมีพระพุทธคิเนตร 1 พระพุทธคินาย 1 (พระพุทธคิเนตร ก็คือ พระพิฆเนศ, พระพุทธคินาย ก็คือ พระขันธกุมาร พระอนุชาของพระพิฆเนศ) เป็นต้น
เป็นอันว่าองค์พระนเรศนี้ท่านให้ความคุ้มครองปกปักรักษา ไม่ใช่แต่ชาวน้ำใต้พิภพบาดาลอย่างเดียว ยังได้ปัดเป่าทุกข์ภัยบันดาลให้มนุษย์เราๆ ท่านๆ รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ร้ายได้เช่นกัน ดั่งเช่น พระนามที่ถูกจารึกอยู่ในเหรียญที่กล่าวถึงในข้างต้น คือ องค์จอมราชันแห่งบาดาล นั่นเอง
(อ่านต่อฉบับหน้า ในลานโพธิ์ ฉบับที่ 1041)
( ที่มา: ลานโพธิ์ ฉบับที่ 1040 เดือนกุมภาพันธ์ 2553 : ศาสตร์แห่งพรหม (ภาคพิเศษ) ตอน 1 ภาพและเรื่องโดย..เทพนภา ศิวะบุตร )
ลิขสิทธิ์ © 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.
Copyright Bangkoksarn Publishing 2010. Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.





แสดงความคิดเห็น