ภาพและ เรื่องโดย.. มนัส โอภากุล
พระพุทธรูปสมัยลพบุรี ใช่ว่าจะพบเฉพาะที่บ้านหนองแจงแต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นก็หาไม่ ยังพบแทบทั่วทุกอำเภอในจังหวัดสุพรรณบุรีนับร้อยครั้ง ดังได้กล่าวมาแล้ว เป็นการพบโดยบังเอิญมิได้จงใจ เว้นไว้แต่ที่บ้านหนองแจงเท่านั้น พระที่พบฝังอยู่ใต้พื้นดินทั้งสิ้น ไม่มีเลยสักครั้งเดียวที่จะพบใน โบราณสถาน เจดีย์หรือพระปรางค์ จึงขอรวบรวมเอาสถิติที่ได้ติดตามมาเป็นเวลานานถึง 30 กว่าปีมา ดังนี้
1. อำเภอเมืองสุพรรณบุรี 40 ครั้ง
2. อำเภอดอนเจดีย์ 40 ครั้ง
3. อำเภออู่ทอง 20 ครั้ง
4. อำเภอสองพี่น้อง 15 ครั้ง
5. อำเภอสามชุก 15 ครั้ง
6. อำเภอศรีประจันต์ 9 ครั้ง
7. อำเภอเดิมบางนางบวช 8 ครั้ง
8. อำเภอบางปลาม้า 2 ครั้ง
(รวม 149 ครั้ง บันทึกเท่าที่รู้ ที่ไม่รู้อีกหลายครั้ง)
จังหวัดต่างๆ รอบจังหวัดสุพรรณบุรีก็พบพระสมัยลพบุรีเช่นกัน นับตั้งแต่จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี รวมแล้วพอๆ กับจังหวัดสุพรรณบุรีเพียงจังหวัดเดียวเท่านั้น สันนิษฐานได้ว่า เพราะจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร สืบเนื่องมาจากครั้งอาณาจักรสุวรรณภูมิ ที่ชาวอินเดีย-ศรีลังกาแล่นเรือมาค้าขาย และพระโสณะ-พระอุตระมาเผยแพร่พระพุทธศาสนา
ในสมัยฟูนั้น มีมหาราชองค์หนึ่งทรงพระนามว่า ฟันมัน สามารถยกกองทัพไปตีเมืองต่างๆ ได้ ถึง 10 เมือง หากไม่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารจริงๆ แล้วก็ไม่สามารถที่จะเลี้ยงกองทัพอันมหึมาได้ ล่วงเข้ามาสมัยทวารวดี มีความรุ่งเรืองราว 500-600 ปี แล้ว อาณาจักรทวารวดีก็ล่มสลายลงอีก ขอมสมัยพระเจ้าสุริยวรมันได้แผ่อำนาจมาปกคลุมเมืองสุพรรณทั้งเมือง
เรามีความรู้สึกว่า พระเครื่อง-พระบูชาสมัยอู่ทอง สุโขทัย อยุธยา พบในองค์เจดีย์ทั้งสิ้น เพราะมีการลักขุดหรือเจดีย์บางองค์พังลงมาเอง พบพระเครื่องอยู่ในองค์เจดีย์ จึงทำให้ทุกคนเข้าใจกันว่าพระเครื่อง-พระบูชาต้องอยู่ในองค์เจดีย์ ตรงกันข้ามกับพระสมัยลพบุรี ทั้งพระบูชา-พระเครื่องพบใต้พื้นดินทุกครั้ง ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ในชั้นต้นก็มิได้เฉลียวใจ พบมาเป็นเวลานานหลายๆ ปีติดๆ กัน จึงทำให้มีความรู้สึกประหลาดใจ คิดว่า ทำไมพระสมัยลพบุรีจึงฝังอยู่ในดิน ไม่เคยพบในองค์เจดีย์เลยแม้แต่สักองค์เดียว
ถามนักวิชาการไม่มีใครตอบได้ เพราะตำราไม่มีเขียนไว้ จึงเกิดความสนใจมากขึ้น เริ่มศึกษาค้นคว้าหาความจริงด้วยตนเองเป็นเวลาหลายปีกว่าจะได้คำตอบ ซึ่งก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็พอที่จะเชื่อถือได้ พบหลักฐานในศิลาจารึกที่ปราสาทพระขรรค์ ประเทศกัมพูชา ซึ่งแปลโดย ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล จารึกบทที่ 34 กล่าวไว้ว่า
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นำเอาพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์โลเกศวร แทนพระรูปพระราชบิดาไปประดิษฐานที่ปราสาทพระขรรค์ และนำเอารูปนางปรัชญาบารมิต้า ซึ่งเป็นพระรูปแทนพระราชมารดาของพระองค์กับพระพุทธรูปแทนพระอาจารย์ของพระองค์ประดิษฐานที่ปราสาทตาพรหม อันเป็นพระรัตนตรัยของพุทธศาสนิกชนที่นับถือลัทธิมหายาน คือ บิดา มารดา และพระอาจารย์ พระมหากษัตริย์สามารถที่จะสร้างปราสาทอันใหญ่โตมโหฬาร เพราะมีพระราชทรัพย์และกำลังคน จึงสร้างปราสาทประดิษฐานรูปเคารพพระราชบิดา พระราชมารดาและพระอาจารย์ เป็นการอุทิศให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
พระพุทธรูปสมัยลพบุรีซึ่งพบที่จังหวัดสุพรรณบุรี หรือจังหวัดใกล้เคียงกับจังหวัดทางภาคอีสาน ปรากฏว่าพบในพื้นดินเช่นกัน พระพุทธรูปดังกล่าวมี พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (พระโพธิสัตว์โลเกศวร) นางปัญญาบารมี (นางปรัชญาบารมิต้า) และพระพุทธรูปซึ่งอาจเป็นปางนาคปรก ประทานพร ประทานอภัย เสด็จลงจากดาวดึงส์ สมาธิ และมารวิชัย กับเทวรูปอื่นๆ เช่น พระพรหม เหวัชร พระวิษนุกรรม พระพิฆเนศ และอื่นๆ ซึ่งเป็นเทพเจ้าของพุทธศาสนาลัทธิมหายาน (ปนพราหมณ์) สามัญชนไม่มีเงินมหาศาลและกำลังคนที่จะมาสร้างปราสาทอันใหญ่โตได้ จึงสร้างเป็นฮวงซุ้ย (ฮวงจุ้ย) แบบของจีนประจุรูปเคารพดังกล่าว เป็นการอุทิศให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
โดยประจุอัฐิของผู้วายชนม์ในไหฝังอยู่ข้างใต้ ส่วนพระอยู่ข้างบน ที่บ้านหัวเกาะศิลปากรมาทำการขุดหลังจากที่เจ้าของบ้านขุดพบพระร่วงแล้ว ขุดลึกลงไปพบไหขนาดเล็กบรรจุอัฐิอยู่ในนั้น ตรงกันข้ามกับพุทธศาสนิกชนที่นับถือแล้ว ขุดลึกลงไปพบไหขนาดเล็กบรรจุอัฐิอยู่ในนั้น ตรงกันข้ามกับพุทธศาสนิกชนที่นับถือ ลัทธิเถรวาทหรือหินยาน อุทิศแด่พระพุทธเจ้า เพื่อสืบพระศาสนาให้ยืนยาว จึงสร้างเป็นองค์เจดีย์ประจุพระพุทธรูปอย่างเดียว ไม่มีเทวรูปต่างๆ เหมือนกับชนชาวขอมที่นับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน (ปนพราหมณ์)
พอสันนิษฐานได้ว่าการขยายอำนาจของขอมเข้ามาทางภูมิภาคตะวันตกของจังหวัดสุพรรณบุรีสองระลอก ครั้งแรกพระเจ้าสุริยวรมัน (ที่ 1) มีเมืองสมัยลพบุรีที่บ้านหนองแจง และที่บ้านตีนเป็ด อ.เมืองสุพรรณบุรี บ้านดอนคา อ.อู่ทอง บ้านโป่งแดง อ.สามชุก บ้านหนองหญ้าไซ อ.หนองหญ้าไซ การขยายอำนาจระลอกที่สองอยู่แถวอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ครั้งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ตำบลรั้วใหญ่ ตำบลพิหารแดง ตำบลสนามชัย อำเภอศรีประจันต์ อ.สามชุก ทางซีกตะวันออก จนถึงอำเภอเดิมบางนางบวช พบพระบูชามากกว่าพระเครื่อง
อดีตกาลขอมยิ่งใหญ่จริงๆ ปราสาทต่างๆ ที่สร้างไว้นั้นมโหฬารพันลึกเพียงใด ดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ปัจจุบันขอมมีเขตของประเทศน้อยลง แต่มีปราสาทต่างๆ แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของกาลอดีตให้เห็น มีผู้กล่าวว่าอาจจะเป็นเพราะขอมทุ่มพระราชทรัพย์ไปสร้างความใหญ่โตของปราสาทต่างๆ จึงทำให้ฐานะของประเทศทรุดลงก็เป็นได้
( ที่มา: ลานโพธิ์ ฉบับที่ 845 เดือนธันวาคม 2544 : พระพุทธรูปสมัยลพบุรี ที่สุพรรณบุรี ภาพและ เรื่องโดย.. มนัส โอภากุล )
ลิขสิทธิ์ 2010 ลานโพธิ์ - สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด. กรุณาอย่าตัดต่อหรือคัดลอกข้อเขียนเพื่อการแจกจ่ายทางอีเมลหรือโพสข้อเขียนลงบนเว็บไซด์ กรุณาใช้เครื่องมือของเว็บไซด์ลานโพธิ์ เพื่อแสดงความคิดเห็น.
Copyright Bangkoksarn Publishing 2010. Please don't cut articles from LanpoThai.com and redistribute by email or post to the web. You may share using our article tools.





แสดงความคิดเห็น